Tuesday, November 6, 2012

การฝึก ความฟิตผู้รักษาประตู Goal Keeperfitness

การฝึก ความฟิตผู้รักษาประตู Goal Keeperfitness

Goal keeper Fitness

ผู้รักษาประตู บ่อยครั้งมักจะกลายเป็นชายที่ถูกลืม เมื่อมีการฝึกซ้อมฟุตบอล แต่ว่า... ความฟิตของผู้รักษาประตูก็มีความสำคัญ พอๆกับผู้เล่นทุกตำแหน่งในสนาม
เดิม... การฝึกผู้รักษาประตู มักจะเป็นการโยนเข้ากลางให้ โกล์ฝึกตัดบอล หรือ ฝึกยิงประตูตามจุดต่างๆให้โกล์รับ ซึ่ง เป็นการฝึกหลังจากที่จับให้ผู้รักษาประตูวิ่งรอบสนามคนเดียวสัก 1 ชั่วโมง....

ทุกวันนี้ผู้รักษาประตูมืออาชีพ จะได้รับการฝึกพิเศษเฉพาะตำแหน่ง เพื่อพัฒนา.... “ปฏิกิริยาตอบสนอง” และ “ความรวดเร็วบนเส้นประตู” และ สกิลอื่นๆที่จำเป็นเช่นการเตะบอลออกจากประตู ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งผู้รักษาประตู เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างชนะ กับ แพ้ เลยที่เดียว การฝึกเฉพาะตำแหน่ง ควรจะถูกนำมาปรับใช้ในฟุตบอล ทุกระดับ

การฝึกผู้ รักษาประตู แตกต่างอย่างมากจาการฝึกผู้เล่นในสนาม ถึงแม้ว่าหลักการสร้างความฟิต จะ เป็นหลักการเดียวกัน แต่ผู้รักษาประตูจะต้องมี ความ ปราดเปรียว มากกว่าตำแหน่งอื่น และ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่นในสนาม

ท้ายที่สุดผู้ รักษาประตู ต้องการการฝึกแบบ plyometric มากพอสมควร (อ่านรายละเอียดได้ในบล็อกก่อนหน้านี้) โดยการฝึกจะต้องใช้การกระโดดข้ามรั้ว และ ใช้แจ็กเก็ตถ่วงน้ำหนักในการฝึกด้วย...

ผู้รักษาประตูยังจะต้องมีการ ฝึกยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ ผู้รักษาประตูที่ดีจะต้องมีกล้ามเนื้อยืดหยุ่น เพราะเป็นตำแหน่งหนึ่งซึ่งเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บง่าย...

การฝึกความ แข็งแกร่งของกล้ามเนื้อในยิมก็สำคัญ โดยเฉพาะ ถ้าหากคุณ เป็นผู้รักษาประตูที่จะเล่นอาชีพ ความแข็งแกร่งของร่างกายส่วนบนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะว่า การถูกเบียด กระแทก เป็นเรื่องปกติของตำแหน่งนี้

เวลาที่อยู่บนเส้นประตูผู้รักษา ประตูจะต้องรวดเร็ว และ ตื่นตัวอยู่เสมอ นั่นหมายความว่า ร่างกายของคุณควรจะมีไขมันน้อยที่สุด โดยทั่วไปผู้รักษาประตูจะต้องมีกล้ามเนื้อมากกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่นในสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนขา เพราะมันจะเป็นแหล่งพลัง ในการสปริงตัว ให้ถึงลูกบอล โดยเฉพาะ ลูกโด่ง แน่นอนว่าการฝึกแบบ ไพลโอเมททริกซ์ จะช่วยเพิ่มสปริงข้อเท้าของคุณได้

โปรแกรมการกินอาหาร ของผู้รักษาประตู
โกล์ จะไม่ค่อยต้องวิ่งมากเหมือนผู้เล่นในสนาม ด้วยเหตุนี้จึงต้องระวังเรื่องการกินมากกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่น ในขณะที่คุณอยู่ในสนาม 90 หรือ 120 นาที เฉยๆระหว่างเสาประตู ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเค้กช็อคโกแลตชิ้นเล็กๆที่กินเข้าไปเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องระมัดระวังเรื่องการกิน เพราะยิ่งคุณน้ำหนักตัวมาก ก็จะยิ่งลำบากในการที่จะสปริงตัว หรือ กระโดด อัตราส่วนระหว่างพลังขากับน้ำหนักตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการกินแต่อาหารที่ดีมีสารอาหารครบถ้วนจึงจำเป็น

แนวคิดการฝึก อย่าง “สมดุล”
มี แนวคิดที่ว่า ผู้รักษาประตู ควรจะแบ่งเวลาการฝึกซ้อม ให้สมดุลกันระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม และ การฝึกซ้อม (สร้างกล้ามเนื้อ) ในโรงยิม เวลาที่เราใช้ในยิม จะเป็นการฝึกร่างกายส่วนบน และ ฝึกสปริงข้อเท้า ท่าที่ดีคือ การฝึก สควอท (ยกน้ำหนักลุกนั่ง) ซึ่งจะให้ให้คุณมี Agility (ความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว) ในจังหวะการพุ่งตัวรับบอลระยะกรชั้นชิด หากคุณฝึกสปริงข้อเท้ามากพอ คุณจะรวดเร็วมากบริเวณเส้นประตู





การ ฝึกแบบนี้จะช่วยฝึกปฏิกิริยาตอบสนอง และ ความรวดเร็วในกรอบ 6หลา สังเกตว่าบอล 5 ลูก จะถูกวางรอบๆกรอบ6หลาหน้าประตูโดยรูปที่ 1 โค้ชจะเป็นคนโยนบอลในแต่ละจุดให้โกล์ เซฟ...
ส่วนรูปที่2และ3 จะเป็นการวางลูกบอลแต่ละจุดซึ่งบอลแต่ละลูกจะมีหมายเลข ยกตัวอย่างว่าหากโค้ชตะโกน 3 ผู้รักษาประตูจะต้องถลา มาตะครุปบอลหมายเลข 3 ให้เร็วที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการฝึกสติ และ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้รักษาประตู...



การฝึกผู้รักษาประตู ตอนที่2

การฝึกผู้รักษาประตู ตอนที่2

การอบอุ่นร่างกาย
การวอร์มของผู้รักษาประตูจะต่างกันเล็กน้อยกับผู้เล่นในสนาม ...
เริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อจะเน้นไปที่แขน และ ร่างกายส่วนเป็น..
มัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี้ยงไม่ได้ที่จะต้องอบอุ่นร่างกายอย่างเหมาะสมเสมอ ยิ่งเป็นหน้าหนาวด้วย เพราะความตึงเครียดของกล้ามเนื้อสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่เตรียมตัวมา อย่างเหมาะสม
ในแมทซ์ ที่โกล์ ต้องนั่งตบยุงเพราะทีมตรงข้ามไม่ค่อยได้บุก ผู้รักษาประตูที่ดีก็จะต้อง ยืดกล้ามเนื้อด้วยตัวเองไปพลางๆ ตลอดทั้งเกมส์ (ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดู สถานการณ์ในสนามด้วย)



คำ บรรยายรูป ปฏิกิริยาตอบสนอง และ ทักษะการรับบอล (รวมถึงกล้ามท้องด้วย) สามารถฝึกได้โดยนอนหงาย หันหัวตรงข้ามกับกำแพง ขว้างบอลให้เด้งกำแพง แล้วพยายามรับให้ได้ พยามเร่งความเร็วให้มากขึ้น และ ขว้างบอลให้แรงขึ้นในแต่ละครั้ง นอกจากขว้างทางตรงแล้วให้พยายามปรับมุมขว้างทั้งซ้าย และ ขวาด้วย...

สภาพจิตใจของนายทวาร!!!!!!
ใน ระดับอาชีพ โกลจะฝึกกับโค้ชผู้รักษาประตูเป็นการเฉพาะ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โค้ชผู้รักษาประตูไม่เพียงแต่ฝึกทักษะในการป้องกันประตูเท่านั้น ยังต้องช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ โกล์ด้วย
ถ้าผู้รักษาประตูสูญเสีย ความมั่นใจ (ยกตัวอย่างเช่นเดวิดเจมส์ในตอนที่ทำให้ลิเวอร์พูล สมัย รอย อีแวนส์ ซึ่งชวดแชมป์ ให้แมนยู โดยทำความผิดพลาดให้ทีมเสียคะแนนไปประมาณ 10 แต้ม)
เมื่อผู้รักษาประตูสุญเสียความมั่นใจ ทั้งทีมจะเกิดปัญหาแน่ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ในการฝึกเราจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของผู้รักษาประตู...
บทบาทของผู้รักษาประตูในการแข่งขันจะมีหลายสถานการณ์ ดังนั้นวิธีฝึกที่ดีที่สุดคือเราต้องสร้าง “ความเก๋า” ให้ กับ โกล์ของเรา
วิธี ฝึกที่ดีที่สุดคือให้ผู้รักษาประตู ลงแข่งในแมทซ์ฝึกซ้อม ซ้อมทีม หรือ กระชับมิตร ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้(สลับกันทั้งตัวจริงและตัวสำรอง)

Tip
กิจวัตร ที่เป็นที่นิยมของการฝึกผู้รักษาประตูชั้นยอดคือ การฝึกโดยให้โกล์ยืนในวงกลม และที่เส้นรอบวงจะมีเครื่องหมาย เรียงตามหมายเลข เมื่อ โค้ชตะโกนหมายเลขใด ให้ผู้รักษาประตูฟุ่งไปที่หมายเลยนั้น แล้ววิ่งกลับมาที่จุดศูนย์กลางของวงกลม และ ก็พุ่งไปตามหมายเลขที่โค้ชบอกอีกครั้งหนึ่ง...



คำ บรรยายรูป ศิลปะของผู้รักษาประตูไม่ใช่แค่ พุ่งเอามือไปให้ถึงบอล แต่ต้องมีพลังพอที่จะป้องกันความแรงของบอล ได้ด้วย การฝึกดังรูปจะเป็นการฝึกให้ผู้รักษาประตูมีสปริงข้อเท้าที่ดี และ เสริมแรงในการผลักบอลออกไปโค้ชจะต้องโยนบอลจากคนละฝั่งของเชือก ให้ ผู้รักษาประตูของเราพุ่งข้ามเชือกมาเซฟ และ ช่วงเวลา ก่อนที่ผู้รักษาประตูจะ ลุกขึ้นมา และพร้อมป้องกันประตูสักนิด ให้โค้ชโยนบอลไปอีกข้างของเชือกให้โกล์พุ่งเซฟอีกครั้งวิธีนี้จะเป็นการฝึก ความไวของ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้รักษาประตูของเรา
(ข้อควรระวัง) เชือกไม่ต้องดังให้ตึงมาก ไม่งั้นอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

บทความนี้สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ ลิขสิทธิ์ 2541 เน้อ...

การฝึกซ้อม ฟุตบอล แบบ เข้มข้นสูง (High intensity Training)

การฝึกซ้อม ฟุตบอล แบบ เข้มข้นสูง (High intensity Training)

การซ้อม ฟุตบอล แบบเข้มข้นสูง (high intensity training)

การ ฝึกแบบเข้มข้นสูง แปลเป็นภาษาคนได้ว่า ฝึกหนักโคตร!!! จุดประสงค์ของการฝึกแบบเข้มข้นสูงคือ การรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงไว้ และ ให้ระดับการทำงานของร่างกายอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกับแมทแข่งขันจริง
ผู้ เล่นจะออกแรงเกินกว่า 75 เปอร์เซนของความสามารถสูงสุดที่เขาทำได้ การฝึกเข้มข้นสูงควรจะให้ผลแบบนี้ แต่ ในระยะเวลาฝึกซ้อมที่น้อยกว่า เวลาในการแข่งขันจริง
ในบางกรณี การฝึกแบบเข้มข้นสูงจะฝึกให้เข้มข้นกว่าการแข่งจริงด้วยซ้ำ ซึ่งผู้เล่นจะต้องออกแรงให้มากกว่า 95 เปอร์เซนต์ ของแรงที่มี (แปลง่ายๆว่ามีเท่าไหร่ใส่ให้หมด) โดยสร้างสถานการณ์ ให้หนักกว่าที่พวกเขาจะเจอในเกมการแข่งจริง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะทำให้ ร่างกายสามารถทนทานต่ออาการหมดแรง แม้จะเป็นในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของการแข่ง หากคุณมีการฝึกแบบนี้ให้นักบอลของคุณบ้าง ก็จะทำให้ฟอร์มการเล่นช่วง15 นาทีสุดท้ายของทีมคุณ ไม่แย่จนเกินไปนัก ( ทีมที่ซ้อม “ไม่ถึง” มักจะเสียประตูบ่อยๆ ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย) ช่วงใกล้หมดเวลาเป็นช่วงที่ต่อให้นักเตะของคุณ มีทักษะขั้นเทพแค่ไหน แต่ถ้าหมดแรงก็เสร็จเอาได้ง่ายๆ... ดังนั้นการซ้อมแบบนี้จึงยังสำคัญอยู่เสมอ.....

การอบอุ่นร่างกายก่อนฝึกแบบเข้มข้นสูง

ไม่ว่าจะเป็นการฝึกแบบไหน การอบอุ่นร่างกายก็สำคัญที่สุดเสมอ โดยเฉพาะการฝึกแบบเข้มข้นสูงด้วยแล้ว....
การอบอุ่น ร่างกายในแบบนี้ต้องเตรียมกล้ามเนื้อ และ อัตตราการเต้นของหัวใจให้พร้อมสำหรับกิจกรรมหนักๆที่จะตามมา การฝึกช่วงเข้มข้น จะเป็นการฝึกซ้ำๆ ให้เหมือนกับที่ใช้แรงในการแข่งขัน ดังนั้นการวอร์มก่อนฝึกจึงต้อง อบอุ่นร่างกายในระดับเดียวกับการแข่งจริงเลยทีเดียว....

ทำความเข้าใจก่อนว่า แม้จะฝึกหนัก แต่ อย่าฝึกหนักจนเกินไป!!!

การ ฝึกแบบเข้มข้นสูงส่วนใหญ่จะนำรูปแบบของบอลโต๊ะเล็กมาใช้ แต่ก็ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด เพราะบางครั้งอาจซ้อมโดยไม่มีลูกบอลก็ได้ แนวคิดของการซ้อมเป็นไปในลักษณะเพื่อรักษาการทำงานของร่างกายให้อยู่ในระดับ สูง แต่ไม่ใช่ฝึกหนักมากจนกระทั้งสลบ ดังนั้น การวิ่งจนกระทั้งเป็นลม ไม่ใช่การฝึกที่ถูกต้อง อย่างที่ตำราต้นฉบับกล่าวไว้คือ Put your self but not kill your self หรือ จงผลักดันตัวเอง ไม่ใช่ฆ่าตัวเอง!!!

TIP

เคล็ด ลับการฝึก บอลโต๊ะเล็กเป็นวิธีที่ดี และ สนุกในรูปแบบการฝึกหนัก พยายามทำให้แน่ใจว่า ระหว่างการฝึกร่างกาย (รวมถึงลูกบอล) ต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และหากบอลออกนอกพื้นที่บอลใหม่ต้องถูกใส่เข้ามาให้เร็วที่สุดเพื่อให้ร่าง กายพักน้อย อันเป็นกุญแจสำคัญของการฝึกแบบนี้

ช่วงการฝึก แบบเข้มข้น
อาจ ประกอบด้วย การฝึก สปรินท์ระยะสั้นในช่วงแรก ( วิ่งเร่งไปกลับ หกรอบ) แต่ส่วนที่สำคัญของการฝึกนี้คือ บอลโต๊ะเล็ก อาจแบ่งเป็น 4 ต่อ 4 แต่ผู้เล่นอื่นๆอาจอยู่รอบพื้นที่การเล่น คอยกันไม่ให้บอลออกนอกพื้นที่ ในการเล่นทุกคนจะต้องขยันไล่บอลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โค้ชต้องจับเวลาให้อยู่ใน4-8นาที จากนั้นก็สลับผู้เล่นในสนาม กับ ผู้เล่นที่อยู่รอบพื้นที่การเล่นที่กันไม่ให้บอลออก พูดง่ายๆคือ เปลี่ยนหน้าที่กัน จำไว้ว่าการฝึกแบบนี้ไม่ควรนานเกิน 45 นาที!!!

ช่วงพัก ในการฝึก
เป็น สิ่งจำเป็นมากที่ต้องให้ร่างกายได้พักบ้างในช่วงการฝึกหนัก ในกรณีที่คุณฝึกแบบไม่มีบอล คุณควรฝึก 8-12 นาที และ ให้มีช่วงพัก 2-3 นาทีก่อนฝึกยกต่อไป
ระยะเวลาในการฝึกแบบนี้จะกินเวลา 1 ชั่วโมง และ ไม่ควรนานเกินกว่านั้น!!!
การ ฝึกแบบเข้มข้นเป็นวิธีที่ดีสำหรับผู้เล่นอายุมาก (ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ) ที่จะรักษาความฟิตเอาไว้ อย่างไรก็ตามให้ดูเวลาพักให้เหมาะสมด้วย (อย่าทรมานคนแก่จนเกินเลยนะครับ )
จงจำไว้ว่ามันจำเป็นมาก ที่การฝึกแบบเข้มข้นสูงจะต้องมีช่วงพักที่เพียงพอ มิฉะนั้น ความฟิตจะโรยราแทนที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้น
โดยทั่วไป ที่เค้าซ้อมๆกันมักจะฝึก 10 นาทีพัก 3 นาที ราวๆนี้ก็น่าจะ โอเคแล้วล่ะครับ ^_^….

เรื่องโดยมานนท์ ชัยสาลี บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2541 ด้วยนะเอ้อ...

ขอ อภัยที่หายไปนานครับ ช่วงที่ผ่านมา ติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมือง จนกินเวลาว่างของผมไปหมดเลย ต่อไปคาดว่าน่าจะแปลบทความการฝึกซ้อมใหม่ๆจากตำราฟุตบอลต่างประเทศได้ บ่อยกว่าเดิมแล้วล่ะครับ ขออภัยคนที่ติดตามเป็นประจำด้วยเน้อ...

การซ้อมเเบบเข้มข้นของผมก็มีประจําอยู่ที่วันอังคารครับ ตอนเช้าซ้อมปรกติเเต่ไม่ถึงกับหนักมากๆ เพราะมีตอนเย็นที่ต้องเล่น อีกสองชั่วมง ในสนาม ห้าคนหญ้าเทียมครับ ช่วงเวลาที่เล่นนั้นผมจะวิ่งไล่เต็มที่ในทุกช่วงเวลาของ พื้นที่ของสนาม คือ 30x14 เมตร ครับ วิ่งเเล้วสิบนาที เเล้วเบาลงสองนาทีเเล้วเริ่มวิ่งต่อ ทําอย่างนี้จะได้ความอึดเเละพละกําลังในการวิ่งเเละการกลับตัวได้เป็นอย่งดี ครับ ว่างๆก็ลองนําไปปรับปรุ่งให้เข้ากับตัวเองกันดรับผม

Moderate And Low intensity Training การซ้อมบอลแบบ เบาๆ และซ้อมแบบ กลางๆ

Moderate And Low intensity Training การซ้อมบอลแบบ เบาๆ และซ้อมแบบ กลางๆ

Moderate And Low intensity Training
(การซ้อมแบบ เบาๆ และ การซ้อมแบบเข้มข้นปานกลาง)
สำหรับตารางการฝึกหลังจากแข่งเสร็จ หรือ หลังจากการฝึกแบบเข้มข้น การฝึกซ้อมเบาๆ และ ปานกลางจะเป็นการซ้อมที่จะตามมา
เพราะ ร่างกายของนักฟุตบอลของเรา ต้องการเวลาสำหรับการพักฟื้น หลังจากเพิ่งทำงานหนักมา ดังนั้นการมีช่วงฝึกหนักติดๆกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะ ทำให้ร่างกายล้าเกินไป และ เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้
Moderate Session หรือช่วงการฝึกเข้มข้นปานกลางเป็นชื่อที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการฝึกซ้อม ที่สมเหตุสมผล คือจะไม่ผลักดันร่งกายให้ถึงขีดจำกัดเหมือนการฝึกแบบเข้มข้นสูง
การฝึกแบบนี้ให้นึกคล้ายๆกับการเต้นแอโรบิคตามสวนสาธารณะ คือ เป็นการออกกำลังกายแบบ “เอาเหงื่อ” แต่ไม่ต้องถึงกับหัวใจเต้นแรงเกินไป
การ ฝึกแบบปานกลาง จะเริ่มจากการ วอร์มร่างกาย และ ยืดกล้ามเนื้อ แต่ไม่ต้องวอร์มเต็มรูปแบบ เหมือนกับวอร์มก่อนแข่งจริง หรือ วอร์มก่อนฝึกหนัก
หลังจากวอร์มเสร็จ ให้ผู้เล่นแบ่งทีมแบบบอลโต๊ะเล็ก ซึ่งการฝึกแบบนี้จะมีวิธีฝึกซ้อมมากมาย แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือจะต้อง “จำกัด” การเคลื่อนที่ของผู้เล่น และ ความรวดเร็วของเกมส์ไม่ให้เร็วเกินไป
ซึ่งวิธีการก็คือต้องแบบโซนในสนาม เป็น 3 โซน และ แบ่งทีมเป็น2ทีม(ในที่นี้คือ Aและ B)
โซน แรกคือโซนหน้าประตูของทีมเอ เราก็อาจแบ่ง ผู้เล่นกองหน้าของทีม บี และ ผู้เล่นกองหลังของทีม เอ มาอยู่โซนนี้ และที่สำคัญคือ ทุกคนต้องไม่ออกจากโซน
โซนที่2 (กลางสนาม) ก็จะมีกองกลางจากทั้งสองทีม อยู่ในโซนนี้ และ ห้ามออกจากโซนเช่นเดียวกัน
โซน สุดท้าย หน้าประตูของทีมบีก็กลับกันกับโซนแรก คือ ต้องมีกองหน้าจากทีม เอ และกองหลังจากทีมบียืนในโซนนี้ ห้ามออกจากโซนเช่นกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายดูรูปประกอบ



TIP
การ ฝึกแบบนี้ อาจมีกติกาเพิ่มเช่นห้ามเสียบสกัด แต่อาจจะส่งบอลข้ามโซนกันได้เหมือนแข่งจริง ลูกบอลสำรองเตรียมไว้ข้างสนามเพื่อให้เกมต่อเนื่อง
อาจมีข้อจำกัดอื่นๆเพิ่มเข้าไปเช่น อนุญาตให้ แตะบอลได้ไม่เกิน2-3ก่อนส่งต่อ เพื่อไม่ให้ต้องมีการปะทะกันมากเหมือนแข่งจริง
การฝึกซ้อมให้ฝึกต่อเนื่องไปสัก 45 นาทีก็พอเพื่อไม่ให้นักเตะเหนื่อยเกินไป
การ ฝึกแบบอื่นที่ง่ายๆก็อาจจะเล่นลิงชิงบอล โดยมีลิง หนึ่งคน สองคน หรือ สามคน ก็แล้วแต่ (วงไม่ต้องใหญ่มาก) หรือ เตะตะกร้อวง(โดยใช้ลูกฟุตบอล) ก็เป็นการฝึกสกิลที่ดี
Low intensity (การฝึกเบาๆ ขำๆ)
โดยทั่วไปเป็น การฝึกที่เน้นการซ้อมตำแหน่งยืนในสนามมากกว่า คือให้ผู้เล่นยืนตามตำแหน่ง (ไม่ต้องเคลื่อนไหวไปไหน) ถ้ามีการส่งบอลก็เน้นให้บอลที่ตัว ถ้าต้องวิ่งก็วิ่งเหยาะๆ
การฝึกแบบนี้จะช่วยในกระบวนการพักฟื้นของร่าง กาย อีกทั้งประโยชน์ที่ดีมากไปกว่านั้นก็คือ เป็นการซ้อมแผนการเล่นให้เข้าใจ และ ให้นักเตะเรียนรู้แทคติคที่โค้ชต้องการสอน ซึ่งการซ้อมแบบนี้จะช่วยให้นักบอลเข้าใจง่ายกว่า อธิบายบนกระดาน เชิญกุนซือจอมแทคติคทุกคนนำไปปรับใช้กับการซ้อมนักฟุตบอลของคุณได้เลยนะครับ


เรื่องโดยมานนท์ ชัยสาลี บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2541 ด้วยนะเอ้อ...

ถ้าเราไม่อบอุ่นอุ่นร่างกายก่อนเล่นฟุตบอลผลคือ...

ถ้าเราไม่อบอุ่นอุ่นร่างกายก่อนเล่นฟุตบอลผลคือ...

Warm up
การวอร์มอัพไม่ใชเป็นแค่เกิจกรรมที่เอาไว้ทำ เล่นๆก่อนแข่งเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการเล่นในระดับใดๆก็ตาม คุณจะต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง และ เพื่อนร่วมทีม ที่จะต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้เหมาะสมสำหรับการใช้แรงอย่างหนักที่จะตามมา ในการแข่งขัน

ข้อดีของการอบอุ่น ร่างกาย

จงอย่าประเมินประโยชน์ ของ การวอร์มก่อนแข่งต่ำไปเป็นอันขาด การวอร์มอัพที่ดี จะทำให้เราได้รับผลดีทวีคูณกับ ฟอร์มการเล่นเป็นสองเท่าคือ
1.คุณมีโอกาสที่จะเล่นได้ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของคุณตั้งแต่เริ่มต้นเกมส์
2.อันนี้ทุกคนคงรู้แน่นอนอยู่แล้วคือคุณจะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

อีก ทั้งการอบอุ่นร่างกายจะส่งผลดีทางด้านจิตวิทยาของผู้เล่นบางประการคือ จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงการเตรียมตัวที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้ผู้เล่นรู้สึก “มั่นใจ” ตั้งแต่นาทีแรกของเกมส์ เวลาที่ใช้ไปในการอบอุ่นร่างกายจะช่วยให้ผู้เล่น พุ่งสมาธิไปที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เกิดความสงบ ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่มีค่าในการเริ่มต้นการแข่งขัน (ไม่น่าเชื่อเลยนะครับตำราฝรั่งพูดเรื่อง สมาธิคล้ายกับศาสนาพุทธของเราเลย)
การ วอร์มจะทำให้ผู้เล่นรู้สึก ผ่อนคลาย และ ลดการตื่นสนามได้ การวอร์มร่างกายเป็นเวลา 15 นาทีจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าร่างกายได้ถูกเตรียมพร้อมอย่างเพียงพอ
ถ้าคุณให้เวลากับการอบอุ่นร่างกายไม่เพียงพอ ผลที่ได้อาจเป็น หายนะก็ได้(ในหนังสือใช้คำนี้จริงๆครับ)
เพราะ ถึงแม้ว่าคุณจะโชคดีรอดจากการบาดเจ็บตลอดทั้งเกมส์ แต่คุณก็จะไม่สามารถเร่งฟอร์มการเล่นได้เต็มที่ในช่วง10-15นาทีแรกของเกมส์ อยู่ดี ซึ่งเวลาแค่นี้ก็เพียงพอให้คุณอาจถูกยิงประตูนำไปก่อนตั้งแต่เริ่มเกมส์ ซึ่งเป็นฝันร้ายทั้งกับโค้ช และ ทีมทั้งทีมอย่างแน่นอน เพราะแทคติคต่างๆที่เตรียมกันมาอาจต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่หมดทีเดียว

การยืดกล้ามเนื้อ
การอบอุ่น ร่างกายที่ดีจะค่อยๆเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกายค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิ ของกล้ามเนื้อ และ เพิ่มความยืดหยุ่นซึ่งกล้ามเนื้อจะมีอุณหภูมิที่เหมะสมกับการเล่นกีฬา จะกินเวลาประมาณ10นาที นั่นคือเหตุผลที่เราแนะนำให้ช่วงการวอร์มควรอยู่ที่ 10-15นาที และ ไม่ควรนานเกิน 20 นาที
ซึ่งผลที่ได้จากการอบอุ่นร่างกาย คือจะทำให้ร่างกายของคุณเข้าสู่สภาวะ Aerobic state ซึ่งร่างกายจะสามารถทนทานต่อการใช้งานหนักของกล้ามเนื้อได้
แต่ถ้าหากคุณ “วอร์มไม่ถึง” ในช่วง15นาทีแรกของเกม คุณอาจจะต้องถูกเปลี่ยนออกตั้งแต่ต้นเกมก็ได้ เพราะ กล้ามเนื้อที่ยัง “เย็น”อยู่นั้นจะไม่สามารถตอบสนองกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพียงพอทำให้ เสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรา “วอร์มถึง” ร่างกายจะสามารถยืดหยุ่นในมุมที่มากกว่าเดิมถึง 20 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว

การอบอุ่นหัวใจ
ไม่ จำเป็นต้องอินเลิฟเท่านั้นนะครับ แต่ สำหรับนักบอลอย่างเรานั้นเกิดจากการอบอุ่นร่างกายซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการ เต้นของหัวใจซึ่งควรจะอยู่ที่ 120ครั้ง/นาที และเมื่อหัวใจปั๊มเลือดไปทั่วร่างกายของคุณ จะทำให้กล้ามเนื้อของคุณ ผลิต ความร้อนขึ้นซึ่ง ความร้อนบางส่วนก็จะย้อนกลับไปสู่กระแสเลือดอีกทีหนึ่ง และจะเพิ่มอุณหภูมิไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

“การอบอุ่นร่างกายที่สูญเปล่า”
จง จำไว้ว่าเมื่อคุณอบอุ่นร่างกายเสร็จ จงอย่างกลับไปนั่งเฉยๆไม่ทำอะไร หรือ ไปนั่งพักนิ่งๆซะงั้น มิฉะนั้นการอบอุ่นร่างกายที่ผ่านมาก็คือ ความสูญเปล่า ก่อนจะเขี่ยบอลของหาอะไรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ เพราะถ้าเรากลับไปอยู่นิ่งๆ ก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง กล้ามเนื้อเย็นลง แน่นอนว่าทำให้ยืดหยุ่นได้น้อยลง แทนที่จะคงอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม การวิ่งเหยาะๆ และ ยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆเป็นสิ่งที่ดีเพราะจะทำให้ร่างกายยังคงเคลื่อน ไหวอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าหนาวการอบอุ่นร่างกายยิ่งจำเป็นมากขึ้น

การอบอุ่นร่างกายในหน้าหนาว
เนื่อง จากเป็นการแปลมาจากหนังสือต่างประเทศนะครับเค้าเลยเน้นเรื่องหน้าหนาวเป็น พิเศษเพราะอุณหภูมิมันจะต่างกันมากจริงๆ เอาเป็นสรุปย่อๆว่าในหน้าหนาวการ อบอุ่นร่างกายก็ต้องเน้นเป็นพิเศษละเลยไม่ได้ แต่ทั้งนี้ทังนั้นถึงจะหนาวยังไงก็ยังคงต้องซ้อมต่อไป จะเอาข้ออ้างเรื่องไม่อยากซ้อมหน้าหนาวเพราะกลัวบาดเจ็บไม่ได้(ไม่เหมือนกับ เมืองไทยนะครับ เวลาหน้าหนาวนี่เป็นบรรยากาศที่น่าเตะบอลมาก แต่หน้าร้อนนี่ แทบคลานเลยทีเดียว)

การอบอุ่นร่างกายบนม้านั่งสำรอง
แม้คุณจะ อยู่บนม้านี่งสำรองแต่คุณก็ควรจะ อบอุ่นร่างกายไปเรื่อยๆให้เหมือนกับที่คุณทำตอนต้นเกมส์เพราะคุณไม่มีทางรู้ เลยว่า คุณอาจจะต้องลงสนามเมื่อไหร่ ดังนั้นในระหว่างที่คุณอยู่ข้างสนาม คุณก็ควรวิ่งเหยาะๆ และ ยืดกล้ามเนื้อทุกๆ10นาที จนถึงเวลาที่คุณอาจจะได้รับโอกาสในการลงสนาม ซึ่งจะทำให้คุณอาจจะเป็นซุปเปอร์ซับโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้
ทีมที่มีการ จัดการที่ดีจะทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าทุกคนในทีมีการเตรียมตัวพร้อมสำหรับการ เริ่มต้นแมทซ์ ซึ่งนอกจากประโยชน์ดัวที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังเป็นการข่มขวัญคู่แข่งได้ ด้วย...



1.ยกเข่าแตะมือเหมือนดังรูป
2.ยกส้นแตะมือ
3.บิดร่างกายส่วนบนไปมา วิ่งทางตรงและสลับทางข้างทั้งซ้ายขวา


จบ ในเรื่องส่วนของความฟิตแล้วนะครับสำหรับเรื่องการอบอุ่นร่างกายพี่ๆท่านไหน กรุณาช่วยเสริมเคล็ดลับให้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยนะครับ

การฝึก ให้บอลออกจากเท้าด้วยความแม่นยำ "ขั้นเทพ"


การฝึก ให้บอลออกจากเท้าด้วยความแม่นยำ "ขั้นเทพ"

การฝึกเตะฟุตบอล อย่าง “แม่นยำขั้นเทพ”




ถ้าคุณไม่สามารถเตะลูกบอลได้อย่างแม่นยำ คุณก็คงจะไปได้ไม่ไกลนักในฐานะนักฟุตบอล!!!
คุณอาจตอบคำถามนี้ในใจว่า “มันก็แน่นอนอยู่แล้วซิ”
แต่ ความเป็นจริงก็คือ สำหรับนักฟุตบอลหลายๆคนความสามารถพื้นฐานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดย ธรรมชาติ สำหรับบางคนเกิดจากการฝึกซ้อมมากมายซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
ยิ่งคุณ เล่นฟุตบอลมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งตระหนึกว่า ความสำคัญของการ “ครอบครองบอล” ของทีมนั้นมันสำคัญมากเพียงใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากจะให้นิยามของคำว่าการครอบครองบอล อาจกล่าวได้ว่ามันคือ “ศิลปะ”ของการส่งบอลให้ให้กับเพื่อนร่วมทีม ด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม และ ทิศทางที่แม่นยำ (หากไม่เห็นภาพให้ดูทีมสเปนเล่นในบอลโลกคราวนี้ก็ได้ครับ)
แต่การจะ สำเร็จ “วิชา”นี้ คุณจำเป็นที่จะต้องรู้สึก “ผ่อนคลาย” เมื่อลูกบอลอยู่กับเท้า และรู้ว่า “เวลาไหน(When)”ควรจะส่ง หรือ ควรจะส่งด้วย วิธี ส่งบอล“ อย่างไร(HOW)” เพื่อให้ทีมของคุณได้เปรียบมากที่สุด
รูปนี้จะแสดงถึงพื้นที่ต่างๆของเท้าเราที่จะใช้ “เล่น” กับลูกฟุตบอลได้อย่างไรบ้าง

จากรูป
หัวเกือก/ฉีดยา
เป็น พื้นที่ที่ทรงพลังที่สุดในการเตะลูกฟุตบอล ฝรั่งจะเรียกจุดนี้ว่า Sweet Spot ซึ่งแม้จะไม่ค่อยได้เห็นนักแต่เราก็สามารถใช้การเตะแบบนี้ได้ในการเตะบอล ระยะปานกลาง/การยิงประตูบางจังหวะ/หรือการเคลียรบอลอย่างรวดเร็ว

ข้างเท้าด้านใน/ลูกแป
เป็นพื้นที่แรกสุดของเท้าที่คุณจะใช้สำหรับเตะบอล คอนโทรลบอล หรือ ส่งบอล(แปบอล) ซึ่งจะเป็นการส่งที่มีอัตราความแม่นยำค่อนข้างสูง

หลังเท้า
จะเป็นพื้นที่ที่ใช้บ่อยกว่าส่วนอื่นของเท้า ใช้เกือบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการส่ง ครอสบอล ชิพ ยิงประตู

ข้างเท้าด้านนอก/ไซด์ก้อย
ใช้สำหรับปั่นบอลให้โค้ง ปกติมักจะใช้กับลูกตั้งเตะมากกว่า

เมื่อเตะลูกฟุตบอล
1. หลีกเลี่ยงการใช้หัวแม่โป้งถ้าคุณมีทางเลือกอื่น
2. พยายามฝึกใช้ทุกส่วนของเท้า หลังเท้า ข้างเท้าด้านใน ข้างเท้าด้านนอก หัวเกือก ในสถานะการณ์ต่างๆ
3. หากต้องการความแม่นยำสูง ควรใช้ข้างเท้าด้านใน
4. เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะต้องฝึกเตะทั้ง2เท้า!!! ไม่ใช่แค่เท้าถนัดเพียงอย่างเดียว ( สำหรับบางท่านที่อาจจะท้อใจ ผมเคยสอบถามถึงเคล็ดลับการฝึกเตะบอลให้ได้ทั้งสองเท้าจาก พี่เจมส์ เสกสรรค์ ปิตุรัตน์ อดีตทีมชาติไทย ในการอบรมโค้ชครั้งหนึ่ง พี่เจมส์ให้เคล็ดลับที่จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยากมาข้อหนึ่งคือ “หัดเตะทุกวันก็เตะได้เองแหละครับ!!!”
5. วางตำแหน่ง “ขาหลัก”(ขาข้างที่ไม่ได้เตะบอล)ให้ถูกต้องคือ ควรจะอยู่ในระนาบเดียวกับลูกบอล ไม่อยู่หน้าบอล หรือ หลังบอลจนเกินไป ตำแหน่งของขาหลักจะเป็นเครื่องกำหนด สมดุล และ พลังในการเตะลูกฟุตบอล
6. ฝึกอย่างสม่ำเสมอ พยายามฝึกให้ถึง “ขั้นเทพ” ในการเตะหลายๆแบบ ทั้งข้างเท้าด้านใน/ด้านนอก/หลังเท้า/หัวเกือก และควรฝึกทั้งซ้ายและขวาด้วย
7. พยายามเช็คก่อนว่าคุณจะ “เล็ง”ทิศทางการเตะไปที่ไหนก่อนจะเตะ แต่อย่าลืมว่า คุณจะต้องมองบอลในวินาทีที่จะเตะเสมอ!!! (10กว่าปีที่แล้ว รุ่นพี่ที่คณะของผมคนหนึ่งที่เคยได้รับคัดเลือกไปเก็บตัวกับทีมชาติ เคยสอนพวกเราตอนซ้อมบอลคณะ เรื่องการยิงประตูเป็นบทเรียนแรกๆที่สอนเราเลยครับว่า เวลายิงประตูอย่าลืมมองบอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมจำไม่ลืมเลยเพราะพี่คนนี้เป็นคนทิ่ยิงบอลได้หนักมาก และ ยิงฟรีคิกได้ดีมากๆคนหนึ่งของเมืองไทยในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว แต่ตอนนี้แกเลิกเล่นไปเป็นโปรกอล์ฟซะแล้ว)

เป็นบทแรกในส่วนของ Basic skill ครับ พี่ๆท่านไหนต้องการจะเสริมความรู้เพิ่มเติมตรงส่วนไหน เชิญเลยนะครับจะได้เป็นเคล็ดลับให้พี่ๆน้องๆที่สนใจไปฝึกกันบ้าง... บทความนี้แปลหลังจากดูสเปน แข่งกับโปรตุเกสเมื่อคืนแล้ว เข้าใจเลยครับว่า การครองบอลขั้นเทพเป็นอย่างไร (แม้กระนั้นก็ตาม ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าคราวนี้สเปนไม่น่าจะได้แชมป์นะครับ เพราะ จุดแข็งอาจกลายเป็นจุดอ่อนก็ได้เพราะผมคิดว่าสเปนเล่นบอลหลายจังหวะเกินไป ในรอบต่อๆไปน่าจะเจอของสแลง คือเกมส์สวนกลับที่ น่ากลัวกว่า สวิตเซอร์แลนด์ และ โปรตุเกส กำลังรออยู่) อยากแชร์ความเห็นเรื่องฟุตบอลโลกเหมือนกันครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ประทับใจและ ชอบแทคติคของทีมอะไรบ้าง มาเล่าให้ฟังหน่อยเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติกันครับ

การฝึกส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในนั้นเป็นส่วนที่ค่อนข้างจะทําได้ง่ายเเต่จ ะว่าง่ายก้ไม่เชิงครับ เพราะที่ผมฝึกนั้นทุกวันที่ฝึกจะฝึกการส่งบอลด้วยทุกครั้ง ซ้ายสลับขวาทั้งใกล้เเละการส่งบอลระยะไกลเเละใกล้ทั้งส่งเบาเเละส่งเเรง 50 ครั้งต่อข้างการฝึกของผมจะมีรายล่ะเอียดดังนี้ครับ
เริ่มจากการรับบอล ให้มองลูกบอลที่ออกมาจากเท้าของผู้ส่งก่อนว่าจะมาจากทิศทางใดการมองบอลกที่ ออกมาก่อนว่ามาจากทางเท้าซ้ายหรือเท้าขวาของผู้ส่งเราก็จะได้มีเวลาคิด เพื่อที่จะทําการรับบอลที่ส่งออกมาได้ง่าย

ขั้นตอนจะมีดังนี้

1 มองบอล
2 จับบอลด้วยเท้าที่ต้องการเเละอย่าลืมมองบอลด้วยทุกครั้ง
3 เมื่อจับบอลได้อยู่เท้าเเล้วให้ทําการมองหาเป้าหมายที่จะทําการส่งบอลต่อไป เเละเวลาการส่งบอลให้มองลูกบอลด้วยขณะทําการส่งบอล เทคนิคส่วนตัวของผมจะเพิ่ม เข้าไปอีกนิดคือ ขณะจับบอลอย่าเกร็งขามากเกินไปปล่อยตัวตามสบาย เเละขณะที่จะส่งบอลนั้นให้เลือทิศทางไว้ก่อน วางเท้าหลักใกล้กับลูกบอล เเละทําการเเปบอลด้วยข้างเท้าด้านในให้ลูกบอลสัมผัสกึ่งกลางของเท้าพอดีเเต่ ในขระที่เหวี่ยงเท้าออกไปนั้น การที่จะจัดวางตํ่าเเหน่งของร่างกายควรที่จะมีควบคู่ไปด้วย งอตัวลงเล็กน้อย กางเเขนออกนิดนึงในเท้าหลักเพื่อการทรงตัวที่ดี เเละขณะเหวี่ยงเท้าลงมานั้น เเขนด้านเดียวกับเท้าที่เหวี่ยงลงมานั้น ให้ทําการหุบเข้าใกล้กับลําตัวอย่าลืมมองบอลด้วยทุกครั้งครับลองเอาไปฝึกดู ครับว่าได้ผลยังไงกันบ้างน่ะครับ 

อยากให้เพื่อนๆฝึกเตะอัดกำแพงที่บ้านหรืออื่นๆที่ลูกบอลวิ่งกลับมาหาเรา ฝึกทั้งซ้าย-ขวา จนคล่อง แล้วเปลี่ยนท่าฝึกอื่นๆไปเรื่อยๆ ครอบครองบอล ส่ง ไป มา ล็อค ซ้าย ขวา จินตนาการว่ามีคนมาแย่งบอล ฝึกจนคล่องเท้า ให้ศึกษาจากคลิปต่างๆ ดูถ่ายทอดสด หรือดูจากการแข่งขันจริงจะมีประโยชน์มากจะเห็นรูปแบบและทักษะดีๆมากกว่าในจอ หลังจากนั้นก็ไปลองของจริงในสนามกับเพื่อนๆจะพบว่า เราเล่นได้ดีขึ้นครับ...แนะนำว่าคุณต้องมี idol เพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ...ขอให้เพื่อนๆโชคดีมีร่างกายแข็งแรง


E-ฟุตบอลโค้ช First touch สัมผัสแรก.....ศิลปะแห่งการจับบอล(ตอน2)

E-ฟุตบอลโค้ช First touch สัมผัสแรก.....ศิลปะแห่งการจับบอล(ตอน2)

การพักบอลด้วย หัว/ อก / หน้าขา


นอกจากเท้าแล้วเรายังมีอีก 3 ส่วนของร่างกายที่สามารถใช้ในการควบคุมบอล
ศรี ษะ / หน้าอก / และหน้าขา เป็นอวัยวะที่เราสามารถใช้ในการจับบอล และ สลายแรงของลูกบอลเวลาที่ ลูกมาสูงได้ เพราะ บอลที่มาหาคุณนั้นคงจะไม่ใช่มีแต่บอลเรียดเท่านั้น
ดังนั้นสิ่งที่คุณจะ ต้องรู้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถจัดการกับลูกบอลที่มาสูง และ ทำอย่างไรเราจึงจะนำบอลลงมาให้เล่นได้ก่อนที่คู่ต่อสู้จะเข้ามาประชิดตัว
ความสามารถในการควบคุมบอลโดยใช้ส่วนต่างๆของร่างกายในขณะที่ได้รับแรงกดดัน จากคนที่ประกบคุณอยู่ เป็นความสามารถที่จำเป็นกับผู้เล่นทุกคนไม่ว่าจะเป็นเกมส์ที่รวดเร็ว รุนแรงแค่ไหน ผู้เล่นที่ดีจะมีเวลาในการเล่นกับลูกฟุตบอลเสมอ นั้นเพราะว่าผู้เล่นเหล่านั้นจะมีทักษะการจับบอลจังหวะแรกที่ถูกต้องซึ่งจะ ให้โอกาสคุณมีทางเลือกมากมายว่าจะทำอะไรกับลูกบอลต่อไป (เลี้ยง ยิง หรือว่าส่ง)
ในเกมส่วนใหญ่คุณจะมีเวลาเพียงแค่ วินาทีในการที่จะรับ/ ควบคุมบอล/ และส่งให้เพื่อนร่วมทีม
ดังนั้นถ้าการจับบอลแรกของคุณไม่ดี คุณก็จะต้องเสียเวลาไล่ตามลูกบอล และ อาจจะสูญเสียการครอบครองบอลอีกด้วย
เมื่อคุณเสียการครอบครองบอลหนึ่งครั้ง ทีมของคุณก็จะต้องทำงานหนักอีก 2 เท่าในการแย่งบอลมาครอบครองใหม่
มีหลายวิธี และ หลายส่วนของร่างกายที่เราจะใช้ในการควบคุมบอล ซึ่งคุณควรจะฝึกให้ชำนาญทุกแบบ เพื่อที่จะได้พักบอลได้ไม่ว่า บอลที่เข้ามาหาคุณจะมาในมุมไหน หรือ ระดับความสูงขนาดไหน คุณก็ควรที่จะจับบอลให้ได้ทุกแบบ
ซึ่งไม่ว่าคุณวางแผนจะใช้หัว / หน้าอก/หรือหน้าขา สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรจำไว้ก็คือ

1.จับตามองไปที่ลูกบอล ไม่ใช่ที่คู่แข่ง ในขณะที่บอลกำลังลอยเข้ามาหาคุณจงมอง และ ตัดสินใจไปเลยว่าจะใช้ส่วนไหนในการจับบอล
2.มี สมาธิไปที่การจัดตำแหน่งร่างกายของคุณให้ดี ในการรับลูกบอลสมดุลร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นจงแน่ใจว่าเมื่อลูกบอลมาร่างกายของคุณจะผ่อนคลาย ไม่เกร็ง และ ไม่เสียสมดุลเอนเอียงไปทางไหน
3.ควรตัดสินใจแต่เนิ่นๆว่าจะจับบอลยังไง การตัดสินใจที่ถูกต้องจะทำให้คุณ ควบคุมลูกบอลได้ดี และ บ่อยครั้งก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการสกัดของคู่แข่งได้
4.จงซ้อมอย่างสม่ำเสมอ

การพักบอลด้วย อก และ หน้าขา
เทคนิค การควบคุมบอลด้วยอก หรือ หน้าขาเป็นเทคนิคที่มีหลักการคล้ายกันมาก ทั้งหมดคือการมองบอล และ สลายแรงลูกบอลให้บอลตกลงสู่พื้น(อย่างนิ่มนวล) ลงสู่เท้าของคุณ

การพักบอลด้วยหน้าอก
สิ่งที่สำคัญคือร่างกายจะ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดี พยามยืนด้วยปลายเท้า และ เอนหลังเล็กน้อยในขณะที่ลูกบอลสัมผัสร่างกาย ซึ่งถ้าทำได้อย่างถูกต้องลูกบอลจะหล่นลงสู่ตำแหน่งที่ใกล้ตัวในระยะก้าวของ คุณซึ่งจะง่ายที่จะสามารถเล่นบอลได้ในจังหวะต่อไป
Tip
การพักบอลด้วย หน้าอกคุณจะต้องเข้าไปสู่ตำแหน่งที่บอลจะตกลง (สู่หน้าอก) แต่เนิ่นๆให้บอลตกลงสู่ด้านกว้างของหน้าอกเอนไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อที่เรา จะสามารถนำบอลลงสู่พื้น(ภายในระยะก้าวขา)ได้ ทำให้เราสามารถที่จะเล่นบอลได้ในจังหวะต่อไป

การพักบอลด้วยหน้าขา
เมื่อ พักบอลด้วยหน้าขาจงจำไว้ว่าให้พยายามมองบอลจนกระทั้งบอลสัมผัสหน้าขาของคุณ ซึ่งตำแหน่งการวางหน้าขาที่ถูกต้องควรจะทำมุมกับพื้นสนามอยู่ที่ประมาณ 45 องศา (โดยประมาณนะครับ) และ ใช้หลักการเดียวกันกับการพักบอลแบบอื่นๆ คือในจังหวะที่บอลตกกระทบหน้าขาก็ให้ผ่อนขาลงเล็กน้อย เป็นการผ่อนแรงบอล ซึ่งจะทำให้ลูกบอลตกสู่เท้าเราอย่างง่ายดาย
Tip ถึงแม้การพักบอลด้วยหน้าขาจะเป็นเทคนิคที่ไม่ค่อยได้ใช้แต่ก็ยังสำคัญอยู่ สำหรับการเล่นบอลบางจังหวะ

การควบคุมบอล หรือ พักบอลด้วยศรีษะ
การใช้ศรีษะ คอนโทรลบอลที่มาสูงเป็นสิ่งที่ยาก!!!
สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในเทคนิคนี้ก็คือ การผ่อนคลายร่างกาย และ การรักษาสมดุลของร่างกาย
เป้าหมายของเราคือจะต้อง สลายแรงบอลด้วยส่วนหน้าของหน้าผาก
จง จำไว้ว่าคุณไม่ได้กำลังจะโหม่งบอลไปไกลๆ ดังนั้นจงใช้หลักการเดียวกับการพักบอลด้วยหน้าอกคือคุณจะต้องเอนศรีษะไปด้าน หลังเล็กน้อย มองที่ลูกบอลซึ่งกำลังจะไปตกกระทบที่หน้าผากของคุณ และนำมันลงสู่พื้น
คุณจะต้องปับตำแหน่งของร่างกายอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสามารถนำบอลลงสู่เท้าและเคลื่อนไหวได้ในจังหวะต่อไป

เพื่อที่จะให้เข้าใจอันนี้ลองพยายามหาคลิปจาก You tube มาประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายนะครับไปที่ลิงค์นี้เลย

การพักบอลด้วยอก (คลิปของโค้ชคนนี้ใช้ได้เลยครับ)
http://www.youtube.com/watch?v=3lExstvqB9M

การพักบอลด้วยหน้าขา
http://www.youtube.com/watch?v=5P7HdPmjsfA&feature=channel
ปัจจุบันคลิปสอนบอลสั้นๆเราสามารถหาได้ในยูทูปครับ เห็นทำกันเยอะมาก ยังไงก็เข้าไปดูได้นะครับ

ภาพการฝึกสอนฟุตบอล โดย อ.พิทักษ์ และ สตาฟโค้ชจาก เอซีมิลาน(ตอนที่2)

ภาพการฝึกสอนฟุตบอล โดย อ.พิทักษ์ และ สตาฟโค้ชจาก เอซีมิลาน(ตอนที่2)

อัพเดทภาพไว้ก่อนนะครับเดี๋ยว รายละเอียดท่านอาจารย์พิทักษ์คงมาอธิบายให้ทราบกันเช่นเคย

ภาพที่7



ภาพที่8



ภาพที่9



ภาพที่10


ภาพที่11



ภาพที่12



ภาพที่13



ภาพที่14



ภาพที่15



อัพเสร็จแล้วครับ รออาจารย์มาบรรยายให้ฟังกันนะครับ
ภาพ 7 8 9 เป็นการฝึกคอนโทรลบอลครับ มร.ดาเมียร์ เฮดโค้ช จาก เอซี มิลาน ฟุตบอล อะคาเดมี่ โครเอเชีย เป็นผู้สอน โดยมีผมเป็นสตาฟช่วยอธิบายเด็กอีกที การฝึกจะเน้นการใช้เท้าได้ทั้งสองข้างซึ่งดีมาก ช่วยเสริมในเรื่องทักษะการเล่นและวิสัยทัศน์ในการเล่น คือต้องตื่นตัวตลอดเวลาในการเล่น ส่วนภาพ 10 ถึง 13 เป็นท่ายืดเหยียดที่ผมสาธิตให้เด็กๆ ดู ซึ่งจะเป็นท่าที่ใช้บอลร่วมด้วย และเป็นท่าที่ไม่ต้องมีบอล สังเกตว่าการยืดหรือเตรียมความพร้อมร่างกายจะมีการจำลองลักษณะต่างๆ ที่กล้ามเนื้อและเอ็นจะต้องได้รับในขณะฝึกซ้อมหรือเล่นกีฬา การนำบอลมาเสริมช่วยสร้างความแปลกใหม่ให้เด็ก และเสริมในเรื่องสมาธิที่ต้องใช้การควบคุมลูกบอลด้วย ภาพ 14 15 เป็นการชี้แจงอีกครั้ง และกระตุ้นให้เขากล้าแสดงออก และทำให้สนุกถูกต้องเพื่อเพื่อนที่ตามหลังจะได้ดูตามต่อๆ กันไป
หัว เรื่องขอเป็น การฝึกสอนฟุตบอลของ มร.ดาเมียร์ เฮดโค้ช จาก เอซี มิลาน ฟุตบอล อะคาเดมี่ โครเอเชีย และอาจารย์พิทักษ์ แล้วกันนะครับ เพราะผมเป็นสตาฟโค้ช
 


 

ภาพการฝึกสอนฟุตบอล โดย อ.พิทักษ์ และ สตาฟโค้ชจาก เอซีมิลานครับ

ภาพการฝึกสอนฟุตบอล โดย อ.พิทักษ์ และ สตาฟโค้ชจาก เอซีมิลานครับ

พอดีเพิ่งได้รับเมลจากท่านอาจารย์พิทักษ์ครับ เลยรีบอัพภาพขึ้นให้ดูกันก่อน ส่วนรายละเอียดของงาน ท่านอาจารย์คงมาบอกเล่าให้ฟังต่อไป...
เพราะขณะอัพอยู่นี้(10.00น.)คาดว่าอาจารย์คง กำลังติดภาระกิจอยู่ที่สนาม

ภาพที่1



ภาพที่2



ภาพที่3



ภาพที่4



ภาพที่5



อัพเสร็จแล้วครับเดี๋ยวท่านอาจารย์คงมาอัพเดทเรื่องราวให้ฟังกัน แต่จากที่เห็นรูปตอนนำเด็กสปีด รู้สึกว่าฟิตมากๆเลยนะเนี่ย


สวัสดีครับ แนะนำตัวงานก่อนนะครับ งานนี้เป็นการมาเยือนประเทศไทยของ มร.ดาเมียร์ วอฟก้า หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลของเอซี มิลาน ฟุตบอล อะคาเดมี่ โครเอเชีย ซึ่งติดอันดับ 3 ของโลกตามการจัดอันดับของประเทศอเมริกา ในเรื่องของการเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลเยาวชนระดับโลก ส่วนเด็กๆ ที่ได้รับโอกาสดีๆ นี้ก็คือนักกีฬาในโครงการขององค์การบริหารส่วนตำบลที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดสระแก้ว เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว ที่ทาง อินเตอร์ ซอกเกอร์ เทรนนิ่ง แคมปัส ดูแลอยู่ ส่วนผมอาจารย์พิทักษ์ ศุภบัณฑิตย์กุล เป็นผู้ฝึกสอนฝ่ายไทยที่เข้ามาร่วมฝึกซ้อม
ภาพ 1 เป็นการพูดคุยกันหลังการฝึกซ้อม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญว่าเราซ้อมเรื่องอะไร ปลูกฝังความรักทีม กระตุ้นความรู้สึกอยากมาซ้อมอีกในวันต่อไป
ภาพ 2 มร.ดาเมียร์ กำลังสอนเด็กๆ
ภาพ 3 ผมเอง กำลังนำเด็กวอร์มอัพ ซึ่งกำลังตะคริวใกล้มาเยือนแล้ว เพราะเดินทางไปด้วยรถทัวร์ หลับบ้างตื่นบ้าง ถึงตอนเช้าช่วงบ่ายก็ลงสอนเลย นอนไม่พอครับ
ภาพ 4 ช่วงท้ายการซ้อมเราลงทีมกัน และสรุปด้วยการเสมอต้องยิงลูกโทษตัดสิน ตอนนี้ทีมเราที่มีดาเมียร์อยู่ด้วยกำลังรวมพลังส่งให้เพื่อนที่ยิงคนสุดท้าย ครับ
ภาพ 5 นี่ต้องขยาย เสื้อสีฟ้าที่ยืนคู่ มร.ดาร์เมีย เป็นโค้ชใหญ่จาก เขมราฐ ซึ่งมาทำตำแหน่งโค้ชของผมสั่นคลอน เขาละ อาจารย์มานิต บัวสด
แล้วภาพอื่นๆ จะส่งให้คุณปอนด์อัพให้ดูกันครับ น่าจะดูแล้วได้เห็นมุมมองอะไรดีๆ จากโค้ชเยาวชนระดับโลกนะครับ

หลักการทั่วไปในการเป็นโค้ชฟุตบอล ผู้เล่นอายุน้อย...

หลักการทั่วไปในการโค้ชฟุตบอล ผู้เล่นอายุน้อย...

นี่คงเป็นบล็อกแรกเกี่ยวกับเรื่อง ที่กำลังสนใจอยู่ตอนนี้นะครับ...
คือเรื่อง ความรู้เกี่ยวกับการเป็นโค้ชฟุตบอล...
เชื่อว่าความฝันหนึ่งของการเป็นคนไทย คงอยากเห็นฟุตบอลไทยไปบอลโลกนะครับ....
แต่ อย่างที่พี่โน๊ส อุดมเคยกล่าวไว้ในเดี่ยวไมโครโฟนว่า
"ถ้าบอลไทยไปบอลโลก บอลประเทศอื่นก็ไปบอลจักรวาลกันหมดแล้ว..."
ฟังดูตลกนะครับ แต่ รู้สึกเศร้าจังเลย...
แม้จะชอบพี่โน้สมาก แต่ครั้งนี้ขอไม่เห็นด้วยครับ จึงอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักครั้ง...
ผมเชื่อว่า ในฐานะแฟนบอล เวลาเราเห็นทีมชาติแพ้ หรือ ประสบความล้มเหลวกลับมา สิ่งหนึ่งที่เราทำคือ
"วิพากษ์ วิจารณ์".... ทีมเล่นไม่ได้เรื่อง โค้ชแย่ สมาคมไม่ดี อยากเห็นการปรับปรุง... แล้วก็... ไม่ทำอะไรต่อ
แฟนบอลมองเรื่องการพัฒนาเป็นเรื่อง ของผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของสมาคม...
แต่ผมเชื่อว่าในฐานะ "มนุษย์" เราทำได้ดีกว่านั้นครับ...
อยากเห็นอะไรดีขึ้น ก็ลุกขึ้นมา "ทำเองซะเลย"...
ทำ ในสิ่งที่เราพอจะทำได้ ในช่วงเวลานั้นๆ อย่างผู้กำกับเจมส์ คาเมร่อน อยากทำหนังเรื่อง อวตาร์ แต่ในช่วงเวลานั้น เทคโนโลยียังทำไม่ได้
เค้าก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ก่อน รอ เวลาที่ "เทคโนโลยีพร้อม" ซึ่งเป็นอีก5ปีต่อมา หนังที่ยอดเยี่ยม อย่าง อวตาร์จึงเกิดขึ้น
จะเป็นอย่างไรครับถ้าเค้าไม่ได้ทำสิ่งที่พอจะทำได้ในช่วงที่ยังไม่พร้อม หนังที่ยอดเยี่ยมก็ไม่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง...
มันก็เหมือนกับฟุตบอลนั้นแหละครับ หากเราในฐานะคนตัวเล็กๆทำอะไรได้ก็ควร "ลงมือทำ"
ผมเองจึงอยาก"ลงมือทำ"ในส่วนที่ผมทำได้ ณ ช่วงเวลานี้.....

คือ จะพยายามถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านฟุตบอล เท่าที่พอจะรู้นะครับ
เริ่มจากบล็อกแรกคงเป็นเรื่องการ พัฒนา ผู้เล่นอายุน้อย หรือ เด็กๆ ก่อน...
ก่อนจะเริ่มโค้ช เราควรรู้ข้อปฏิบัติเบื้องต้นก่อนนะครับ
ใน เว็บไซท์ ของ FA(สมาคมฟุตบอลอังกฤษ) จะมี Courses เทรนนิ่งโค้ชสำหรับผู้สนใจทั่วไปนะครับ มีหลายหัวข้อ ส่วนใหญ่จะต้อง จ่ายเงิน แต่ก็ยังมีหัวข้อที่เรียนฟรีอยู่บ้าง นั่นแสดงว่าหัวข้อนี้ เป็นหัวข้อที่เขา ห่วงใหญ่และอยากให้คนส่วนใหญ่รู้ ข้อ ปฏิบัติในเบื้องต้นก่อนนั้นคือ หัวข้อ

Child Protection (การปกป้อง ผู้เล่นเด็ก)

ถ้าอ่านภาษาอังกฤษได้ลองเข้าไปลงทะเบียนเองได้เลยครับ จะมีแบบสอนในลักษณะที่เข้าใจง่าย มากๆๆๆๆ เหมือนทำข้อสอบ ก. ข. ค. ง. ทีเดียว
ซึ่ง สมาคมฟุตบอลอังกฤษเค้าจะให้ความสำคัญ กับการโค้ชผู้เล่นอายุน้อยมาก ทีเดียวครับ ซึ่งมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย เช่น อลัน เชียร์เรอร์ และ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (เสียชีวิตแล้ว) มีการร่างกฏระเบียบ และ ข้อ ปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้เชื่อได้ว่า ผู้เล่นอายุน้องจะได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม..

ในบล็อกแรกจะสรุปหลักการคร่าวๆให้ฟังก่อนนะครับ

1.โค้ช ควรสร้าง สภาพแวดล้อมแบบ "เปิด" คือ encourage (ส่งเสริม) ให้ เด็กๆเกิดความรู้สึกในแง่บวกกับ ฟุตบอล เช่นให้กำลังใจ (อย่าว้ากอย่างเดียวนะครับ) เวลาฝึก คำว่า ดี ดีมาก เยี่ยม!! หัดพูดบ่อยๆ ให้เด็ก มีความรู้สึกว่า ความเห็นของเขา ได้รับความสนใจ(หรือรับฟัง) จากโค้ช คือ พูดง่ายๆว่า ณ ช่วงเวลานี้ ให้เด็กรู้สึกสนุกกับฟุตบอลก่อนเถอะครับ อีกหน่อยจะสอนอะไรก็ง่ายแล้ว


2. พยายามสื่อสารกับผู้ปกครองของเด็กบ้าง กล่าวถึงการพัฒนาของเขาในการฝึกซ้อมให้ ผู้ปกครองของเด็ก ฟังจะดีมาก (จะให้ดีกว่านั้นคือ เขียนจดหมาย หรือ เมล รายงาน ความก้าวหน้าไปให้) เพราะการสนับสนุนจากทางบ้านจะทำให้ เด็กพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น


3. หลีกเลี่ยง การอยู่กับเด็ก 2 ต่อ 2 ในสภาพแวดล้อมแบบปิด(เช่น ห้องเรียน ห้องแต่งตัว) ยิ่งหากเป็นการลงโทษด้วยนะครับ ข้อนี้เป็นข้อห้ามที่ ซีเรียสมาก การจะปฏิบัติใดๆกับเด็ก ควรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเปิด (ในความเห็นของผมเอง ควรจะอยู่แต่ในสนามฟุตบอลด้วยซ้ำ) ข้อนี้ควรจะเป็นสามัญสำนึกของโค้ชทุกคนด้วยซ้ำ


3.อย่าให้เด็ก รังแกกัน หรือ พูดคำหยาบ การรังแกกันจะทำให้เด็กที่ถูกรังแกไม่มีความสุขในการฝึกซ้อม และ เด็กที่รังแกคนอื่นก็อาจ ไปทำกับเด็กคนอื่นๆด้วย ตรงจุดนี้ ห้ามละเลยเด็ดขาดนะครับ
ให้ฟัง และ สนับสนุนเด็กที่ถูกรังแก และ อธิบายว่าการรังแกกันรับไม่ได้ในที่นี่ ให้อธิบายว่าถ้าหาก เขา มีพฤติกรรมรังแกกัน จะเกิดผลอย่างไร แล้วต้องมีการบอกผู้ปกครองของเด็กทั้งสองฝ่ายด้วย ต้องให้กำลังใจกันแล้วการกลั่นแกล้งกันจะหมดไป แล้วจงรายงาน ผู้ปกครองด้วย ถ้าเด็กปรับปรุงตัวดีขึ้น


4. ผู้ปกครอง อย่า ผลักดันเด็กจนเกินไป ในวัยนี้ อยากให้คิดว่า ฟุตบอล เป็นแค่ ทางเลือกหนึ่งของเขาเท่านั้นนะครับ ถ้าเขารัก และ สนุกที่จะทำมันก็ควรสนับสนุน อย่าตะโกนด่า หรือวิพากษ์ วิจารณ์เขาข้างสนาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณไม่ใช่โค้ช หรือ ไม่เคยเรียนเรื่องจิตวิทยาของนักกีฬาด้วยแล้วละก็) ให้คิดว่าในวัยนี้ควรปลูกฝังเรื่องความรักฟุตบอลจะดีกว่า


5. ในวัยเด็ก จงเข้าใจว่า "แพ้ ชนะ ไม่ใช่เรื่อง สำคัญ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเรา มีเรื่อง หน้าตา ของ ผอ. หรือ ชื่อเสียงของโรงเรียนมาด้วยแล้ว จงลืมๆ เรื่องพวกนี้ไปก่อนนะครับ ในวัยนี้ ให้สร้างทัศนคติว่าถ้า แพ้ ก็เกิดจากอะไร พยายามให้เด็ก (อาจรวมถึงตัวโค้ชเองด้วย) นำมาปรับปรุงแก้ไข หากชนะ ก็ จงชื่นชมยินดีกันตามสมควร


6. เด็กของเราไม่ควร ข่มขู่ผู้เล่นทีมอื่น สอนให้เขารู้จักสปิริตของการกีฬาตั้งแต่วันนี้ครับ ไม่งั้นโตไป เขา อาจไปใส่เสื้อทีม สีแดง หรือ สีเหลือง ก็ได้ บ้านเมืองเรากำลังต้องการ การรู้จักแพ้ รู้จักชนะ และ รู้จักการให้อภัย...


7.อย่า กดดันกรรมการ ลำพังเด็กน่ะไม่เท่าไหร่ครับ แต่คงต้องรวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับทีมทุกคนด้วย ทั้งโค้ช พ่อแม่ อาจารย์ ก็ด้วยครับ อย่างที่บอกแหละครับ ในวัยนี้ เราเน้นที่การเสริมสร้าง ทัศนคติ และ สปิริตเป็นเรื่องสำคัญกวาสิ่งใด



ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้ จะเขียนสั้นๆไปๆมาๆยาวขนาดนี้ได้อย่างไร ยังไงก็เป็นความรู้ที่นำมาแชร์กันก่อนนะครับ ส่วนผู้ที่สนใจเรื่องแบบฝึก และ เรียนรุ้แทคติค ฟุตบอลใจเย็นๆนะครับ จะ พยายามรีบนำมาแชร์กันต่อไปในคราวหน้า

E-ฟุตบอลโค้ช First touch สัมผัสแรก.....ศิลปะแห่งการจับบอล

E-ฟุตบอลโค้ช
First touch สัมผัสแรก
ศิลปะแห่งการจับบอล
การจับบอล จังหวะแรก เป็นสิ่งที่สำคัญ เวลาเราดูผู้เล่นชั้นยอด เราจะเห็นข้อดีของการจับบอลจังหวะแรกที่นุ่มนวล และรวดเร็ว ผู้เล่นชั้นแนวหน้าจะสามารถจับบอลให้เชื่องเท้าได้ทันที และผลที่ได้รับคือ คุณจะมีเวลามากขึ้นเพื่อที่จะคิดว่า คุณควรทำอะไรต่อไปในสนาม
ไม่ว่าคุณ จะเล่นอยู่ในระดับไหน คุณก็ไม่ควรจะเสียเวลาไปกับการวิ่งไล่ลูกบอลที่คุณจับไม่อยู่ เพราะมันจะทำให้คุณเอง และ ทีมทั้งทีมลำบากมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
ดังนั้นจงพยายามฝึกศิลปะขึ้นพื้นฐานในการควบคุมบอลให้ชำนาญ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ “จำเป็น”มาก หากคุณอยากก้าวหน้าในการเล่นฟุตบอล

การจับบอลด้วยข้างเท้า (ด้านใน)
วิธี นี้เป็นวิธีที่ง่าย และ มีประสิทธิผลมากที่สุดในการคอนโทรลลูกฟุตบอล ถ้าคุณทำมันอย่างถูกต้อง ลูกบอลจะอยู่ใกล้คุณพอที่จะทำให้คุณเล่นได้ง่ายในจังหวะต่อๆไป ผู้เล่นทุกคนควรที่จะมีความเชี่ยวชาญในการจับบอลจังหวะแรก ให้นิ่มนวลได้ทั้งเท้าซ้าย และ เท้าขวา



จังหวะ ที่1 พยายามเข้าสู่ตำแหน่งที่บอลควรจะตกตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรทิ้งน้ำหนักตัวไว้ที่ขาหลักมากจนเกินไป (พยายามรักษาฟุตเวิร์คไว้) เพราะคุณจะได้สามารถเคลื่อนตัวไปตามบอลได้ทันท่วงทีหากลูกบอลกระเด้งผิด จังหวะ
จังหวะที่2 มองบอลอย่าให้คลาดสายตา และสัมผัสบอลด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่ของข้างเท้า และ พยายามรองรับแรงกระแทกของลูกบอล ด้วยการผ่อนแรงดึงเท้า(ข้างที่สัมผัสบอล)กลับตามแรงเล็กน้อย
จังหวะที่3 หลังจากจับบอลแล้ว พยายามบังคับบอลให้อยู่ในระยะที่จะสาวเท้า เพราะถ้าจับบอลแล้วบอลอยู่ใกล้ตัวเกินไป คุณก็จำเป็นจะต้องถอยหลังหนึ่งจังหวะก่อนที่จะยิง หรือ ส่งได้ในจังหวะต่อไปซึ่งจะเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น
การฝึกการจับบอลด้วยข้างเท้าด้านใน
วิธี ฝึกแบบดั้งเดิมกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าคุณฝึกคนเดียว คุณสามารถฝึกกับกำแพงก็ได้ พยายามเตะบอลใส่กำแพงหลายๆแบบ ให้หลากหลาย ทั้งความเร็ว ความสูง มุมกระทบต่างๆให้ต่างๆกันไป แล้วทดสอบว่าคุณจะควบคุมบอลได้ไหม
ถ้าคุณมีคู่ซ้อมคุณก็สามารถฝึกได้โดย ทุ่มบอล หรือ เตะบอลส่งให้คู่ซ้อม และพยายามจับบอลให้ได้ จำไว้ว่าสิ่งที่สำคัญคือพยายามหัดจับบอลจากการส่งหลายๆแบบ เพื่อที่จะเพิ่มเบสิคในการควบคุมลูกฟุตบอลให้เชื่องเท้า

การจับบอลด้วยฝ่าเท้า
การจับ บอลด้วยฝ่าเท้ามักจะใช้เพื่อนำบอลที่(กำลังจะ) กระเด้งพื้นให้อยู่นิ่ง แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่เห็นในรูป เพราะถ้าหากจับบอลผิดจังหวะ เช่นช้าไปเพียงวินาทีเดียว ผลก็คือลูกฟุตบอลจะลอดใต้เท้าคุณไปเลย ดังนั้นจงมองบอลอย่ากระพริบตา เพื่อที่จะกะจังหวะจับบอลให้ถูก พยายามจับบอลให้นิ่มนวล อย่าถึงกับกระทืบบอลเพราะอาจจะทำให้บอลปลิ้นออกจากเท้า และ คุณจะสูญเสียการครองบอลในที่สุด



คำบรรยายรูป2
นี่ คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมซึ่งลูกฟุตบอลจะถูกสยบไว้ใต้ฝ่าเท้าของคุณ ข้อเสียของเทคนิคนี้ก็คือลูกบอลจะอยู่ใกล้ตัวคุณเกินไป ทำให้ต้องเสียเวลาขยับถอยหลังก้าวหนึ่งก่อนจะยิงหรือส่ง

การดึงบอลลงด้วยหลังเท้า
เป็น เทคนิคที่ยากที่สุดเพราะเท้าส่วนนี้มีพินที่ในการสัมผัสบอลนิดเดียวจังมีโอ การสที่จะจับบอลพลาดสูงมาก การจับบอลด้วยหลังเท้าเป็นเทคนิคที่จะใช้เพื่อจับบอลที่กำลังจะตก เมื่อคุณเชี่ยวชาญในเทคนิคการจับบอลแบบนี้มันไม่เพียงแต่จะเป็นเทคนิคที่มี ประสิทธิผล มันยังเป็นเทคนิคที่ดูแล้วน่าประทับใจอีกด้วย


คำบรรยายรูป
พยายาม เข้าไปสู่จุดที่ลูกบอลกำลังจะตกตั้งแต่เนิ่นๆ และ มองบอลจนกระทั้งบอลตกสู่หลังเท้าของคุณ เมื่อบอลมาถึงหลังเท้าให้ผ่อนแรงลูกฟุตบอลโดยการดึงเท้าลงและหากทำได้ นิ่มนวลพอ บอลจะสงบนิ่งอยู่บนหลังเท้าของคุณเลยซึ่งหากทำได้ก็จะเทพมาก!!!

สิ่งที่ควรทำ และ ไม่ควรทำ
1.ควรฝึกการจับบอลให้คล่องทั้ง2เท้า
2.ไม่ควรละสายตาจากลูกบอล
3.พยายามใช้ข้างเท้าด้านในจับบอลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจะแน่นอนกว่า
4.อย่าเพิ่งมองไปจังหวะหน้าว่าจะยิงหรือจะส่งไปทางไหน จนกว่าคุณจะจับบอลได้นิ่งแล้วเสียก่อน

ลองไปฝึกดูนะครับ คืนนี้มีบอลโลก ฮอลแลนด์ บราซิล หวังว่าคงดูบอลกันอย่างสนุกนะครับ

Saturday, October 27, 2012

สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย

 สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย



สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ในทวีปเอเชียมีการจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเอเชีย (A.F.C.) เพื่อดำเนินการด้านฟุตบอล ดังนี้
พ.ศ. 2495 มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์โดยมีนักกีฬาและเจ้า หน้าที่จากประเทศในเอเชียเข้ามาร่วมการแข่งขันด้วยจึงได้ปรึกษาหารือกันใน การจัดตั้งสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียขึ้น

พ.ศ. 2497มีการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กรุงมะนิลาประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการจากชาติต่างๆที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 12 ประเทศ

พ.ศ. 2501 มีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการประชุมเกี่ยวกับ เรื่องนี้อีก และมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกรวมเป็น 35 ประเทศ

พ.ศ. 2509ฟีฟ่าได้มองเห็นความสำคัญของ A.F.C. จึงได้กำหนดให้มีเลขานุการประจำในเอเชียโดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดรวมทั้ง เงินเดือน และคนแรกที่ได้รับตำแหน่งคือ Khow Eve Turk

พ.ศ. 2517 ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่เตหะรานประเทศอิหร่านได้มีการประชุมประเทศ สมาชิก A.F.C.และที่ประชุมได้ลงมติขับไล่อิสราเอล ออกจากสมาชิก และให้จีนแดงเข้าเป็นสมาชิกแทนทั้งๆ ที่จีนแดงไม่ได้เป็นสมาชิกของฟีฟ่านับว่าเป็นการสร้างเหตุการณ์ที่ประหลาดใจ ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมากทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง

2519 มีการประชุมกันที่ประเทศมาเลเซียปรากฏว่าประเทศสมาชิกได้ลงมติให้ขับไล่

ประเทศไต้หวันออกจากสมาชิกและให้รับจีนแดงเข้ามาเป็นสมาชิกแทน ทั้งๆที่ไต้หวัน

เป็นประเทศที่ร่วมกันก่อตั้งสหพันธ์ขึ้นมา


1278925390.gif

วิวัฒนาการของฟุตบอล

วิวัฒนาการของฟุตบอล 



วิวัฒนาการของฟุตบอลภาคตะวันออกไกล
ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดนี้ได้ขัดเกลาให้ดีขึ้นมีการกำหนดจำนวนผู้เล่นให้เท่ากันในแต่ละข้างขนาดของสนามอยู่ในระหว่าง 80 - 100 หลา (73-91 เมตร) และมีประตูทั้งสองข้างที่ริมสุดของสนามซึ่งทำด้วยไม้ 2 อันห่างกัน 2-3 ฟุต
ในปี พ.ศ. 2366 ได้จัดให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบัน William Alice คือผู้เริ่มวางกฎบังคับต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลและรักบี้ ในปี พ.ศ. 2393 ได้มีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ให้ปฏิบัติตามโดยจำกัดจำนวนผู้เล่นให้มีข้างละ 15-20 คน
ในปี พ.ศ. 2413มีการกำหนดผู้เล่นให้เหลือข้างละ 11 คน โดยมีผู้เล่นกองหน้า 9 คน และผู้เล่นรักษาประตู 2 คนโดยผู้รักษาประตูใช้เท้าเล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทั่งให้เหลือผู้รักษาประตู 1 คนแต่อนุญาตให้ใช้มือจับลูกบอลได้ในปี พ.ศ. 2423
ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลได้ก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่เมืองเซนพัสด์ประเทศอังกฤษและต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งได้มารวมกันที่กรุงลอนดอนเพื่อก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นซึ่งถือเป็นรากฐานในการกำเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคมและทำให้ผู้เล่นฟุตบอลต้องเล่นตามกฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จเวลาผ่านไปจากคำว่าAssociation ก็ย่อเป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ขึ้นในที่สุดซึ่งนิยมเรียกกันในประเทศอังกฤษแต่ชาวอเมริกันเรียกว่า Football หมายถึง American football
การแข่งขันระดับชาติเป็นการแข่งขันระหว่างอังกฤษกับสกอตแลนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2415 และในปีแรกของศตวรรษที่ 20 โดยประเทศยุโรปอื่นๆอย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆในแถบนี้ได้ประชุมกันที่ปารีสเพื่อตั้งสมาคมฟุตบอลนานาชาติขึ้นในครั้งแรกก่อนการจัดตั้งสหพันธ์ 20 วันสเปนและเดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขันระดับชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมยังไม่มีสมาคมฟุตบอลในชาติของตนแต่ฟีฟ่าก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมาโดยมีสมาชิก 5 ชาติ ในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 146 ประเทศที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟีฟ่าทำให้ฟีฟ่าเป็นองค์การกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประวัติกีฬาฟุตบอล

ประวัติกีฬาฟุตบอล
Picture1bank1.jpg
ฟุตบอล (Football) หรือซอคเก้อร์ (Soccer) เป็น กีฬาที่มีผู้สนใจที่จะชมการแข่งขันและเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในโลกชนชาติใด เป็นผู้กำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างแท้จริงนั้นไม่อาจจะยืนยันได้แน่นอนเพราะแต่ ละชนชาติต่างยืนยันว่าเกิดจากประเทศของตนแต่ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศ อิตาลีได้มีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ซูเลอ" (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันทั้งสองประเทศอาจจะถก เถียงกันว่ากีฬาฟุตบอลถือกำเนิดจากประเทศของตนอันเป็นการหาข้อยุติไม่ได้ เพราะขาดหลักฐานยืนยันอย่างแท้จริง ดังนั้น ประวัติของกีฬาฟุตบอลที่มีหลักฐานที่แท้จริงสามารถจะอ้างอิงได้ เพราะการเล่นทีมกติการการแข่งขันที่แน่นอน คือประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษตั้งสมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพของอังกฤษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431
วิวัฒนาการ ด้านฟุตบอลจะเป็นไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ตลอดมาต้นกำเนิดกีฬา ตะวันออกไกลจะได้รับอิทธิพลมาจากสงครามครั้งสำคัญๆ เช่น

สงครามพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้นำเอา "แกลโล-โรมัน" (Gello-Roman)

พร้อมกีฬาต่างๆ เข้ามาสู่เมืองกอล (Gaul) อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของกีฬาฟุตบอลในอนาคต

และการเล่นฮาร์ปาสตัม (Harpastum) ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Federation International Football Association FIFA) ก่อ ตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2447 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฝรั่งเศสและประเทศที่เข้าร่วมก่อตั้ง 7 ประเทศคือฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดนและสวิตเซอร์แลนด์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สมาพันธ์ฟุตบอลที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ

1. Africa (C.A.F.) เป็นเขตที่มีสมาชิกมากที่สุดได้แก่ ประเทศแอลจีเรีย ตูนิเซีย แซร์ ไนจีเรีย และซูดาน เป็นต้น

2. America-North and Central Caribbean (Concacaf) ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโกคิวบา เอติ เอลซัลวาดอร์กัวเตมาลา และฮอนดูรัส เป็นต้น

3. South America (Conmebol) ได้แก่ ประเทศเปรูบราซิล อุรุกวัย โบลิเวีย อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซุเอลาอีคิวเตอร์ และโคลัมเบียเป็นต้น

4. Asia (A.F.C.)เป็นเขตที่มีสมาชิกรองจากแอฟริกาได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่นฮ่องกง เลบานอน อิสราเอล อิหร่าน จอร์แดนและเนปาล เป็นต้น

5. Europe (U.E.F.A.)เป็นเขตที่มีการพัฒนามากที่สุด ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันฮังการีอิตาลี สกอตแลนด์ รัสเซีย สวีเดน สเปน และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

6. Oceannirเป็นเขตที่มีสมาชิกน้อยที่สุดและเพิ่งจะได้รับการแบ่งแยก ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย

นิวซีแลนด์ ฟิจิ และปาปัวนิวกินี เป็นต้น ซึ่งประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงเป็นรายปี

ปีละ 300 ฟรังสวิสส์ หรือประมาณ 2,400 บาท


2011_08_08_154253_0_DCMajaJh.jpg