Sunday, June 2, 2013

วิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล

วิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล
http://sportscience.dpe.go.th/web/main/images/p6.jpg
     ในความสำเร็จของผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล ผู้ฝึกสอนฟุตบอลต้องมีความพร้อมหลายด้านที่เกี่ยวข้อง และมีความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งความสามารถในการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาในระหว่างการฝึกซ้อมและแข่งขัน ปัจจุบันทีมฟุตบอลไทยประสบความสำเร็จมากขึ้น มีการพัฒนารายการแข่งขันที่ช่วยวงการฟุตบอลไทยอย่างรวดเร็ว เช่น จากการจัดการแข่งขันแบบลีคและดิวิชั่น จะเห็นว่าในกระบวนการของการเตรียมทีมจะมีผู้เกี่ยวข้องกับนักกีฬามากกว่าแต่ก่อนอย่างมาก ผู้ฝึกสอนฟุตบอลไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเหมือนก่อน แต่นักกีฬาในทีมมีความพร้อมและมีศักยภาพทั้งกาย ทักษะและจิตใจมากขึ้น

     ท่านในฐานะของผู้ที่มีผลต่อความสำเร็จและพัฒนาการของนักฟุตบอลสูงมาก มีความเข้าใจและได้นำหลักการนี้ไปใช้กันมากน้อยแค่ไหนหรือยัง

     เมื่อบทบาทของผู้ฝึกสอนกีฬาคือผู้ที่กำหนดแผนการฝึกซ้อมที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของนักกีฬาฟุตบอล ความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกีฬาฟุตบอลที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จะเห็นได้ว่าทีมชาติไทยได้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาไปพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย การฝึกทางด้านจิตวิทยาในการฝึกซ้อมและแข่งขัน การใช้หลักการทางด้านอาหาร ด้านชีวกลศาสตร์การกีฬา และทางการแพทย์ (เวชศาสตร์การกีฬา)  ท่านรู้ เข้าใจและนำไปใช้หรือยัง

     หลักการวิทยาศาสตร์การกีฬานี้มี หลายด้านย่อย ได้แก่ ด้านสรีรวิทยาการกีฬา โภชนาการศาสตร์การกีฬา จิตวิทยาการกีฬา ชีวกลศาสตร์การกีฬา และเวชศาสตร์การกีฬา ในแต่ละด้านของหลักการย่อยที่อยากให้ท่านได้ทราบเพื่อให้การเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬาฟุตบอลเพื่อการแข่งขันสามารถบรรลุเป้าหมายของการเล่น  เริ่มตั้งแต่ สรีรวิทยาการกีฬา เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายในการใช้พลังงาน ต่อการทำงานของร่างกายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การฝึกร่างกาย การฝึกในที่สูง ในอากาศร้อน เย็น การฝึกร่างกายเพื่อความพร้อมในการนำไปใช้ในการเล่นกีฬาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นต้น ขณะที่หลักการด้านโภชนาการศาสตร์การกีฬา เป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอาหารกับกีฬา ไม่ว่าจะเป็นอาหารก่อน ระหว่าง และหลังการเล่นกีฬา อาหารเสริม อาหารไทยกับอาหารต่างชาติ ปริมาณและความถี่ของการกินอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาฟุตบอล เป็นต้น สำหรับหลักการย่อยที่ 3 คือเรื่องของจิตวิทยาการกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจต่อการเล่น การฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬา จิตใจก่อน ระหว่างและภายหลังการเล่นกีฬา ฝึกฟุตบอลให้สนุกทำอย่างไร เจตคติในการเล่นกีฬา ความมุ่งมั่น ทุ่มเทในการเล่นกีฬา สมาธิ ระเบียบวินัยในการเป็นนักกีฬา ความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว ความตื่นเต้นกับการเล่นกีฬา การจัดการกับความเครียด ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส่งเสริมให้องค์ประกอบของความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลมีมากขึ้น เป็นต้น ด้านชีวกลศาสตร์การกีฬา เป็นส่วนย่อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำงานของร่างกาย น้ำหนักของร่างกาย แรง และความเร็วในการเพิ่มศักยภาพการเล่นฟุตบอล การถ่ายโอนน้ำหนักของร่างกาย และทิศทางของแรง ที่อาศัยองค์ความรู้ทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เป็นหลัก และประเด็กย่อยสุดท้ายคือ ด้านเวชศาสตร์การกีฬา ซึ่งเป็นสาขาย่อยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ การเจ็บป่วยที่มีผลจากการเล่นฟุตบอลมีมากมายและตลอดเวลา โดยจะกล่าวถึงประเด็น ของสาเหตุของการบาดเจ็บ บริเวณที่บาดเจ็บ อาการ การป้องกัน ยาที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะในการอบอุ่นร่างกายและการเหยียดยืดกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อ ในการเล่นฟุตบอล

     ดังนั้นนักกีฬาฟุตบอลจะบรรลุเป้าหมายของความสำเร็จในการเล่นและฝึกซ้อมได้ดี หากว่าผู้ฝึกสอนฟุตบอลเข้าใจวิทยาศาสตร์การกีฬา ว่าเป็นเรื่องของอะไร วิทยาศาสตร์การกีฬามีส่วนช่วยพัฒนานักกีฬาของเราอย่างไร ส่วนรายละเอียดในแต่ละด้านของสาขาย่อยของวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่มีพัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่ง สามารถหาราย ละเอียดได้ต่อไป ที่จะค่อยๆ ทยอยให้ความรู้ต่อๆไป นอกจากเวปไซต์ของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬานี้แล้ว ท่านยังสามารถหาข้อมูลในรายละเอียดนี้ได้อีกหลายแนวทาง รวมทั้งการติดต่อสถาบัน การศึกษาที่ให้บริการทางวิชาการด้านนี้ด้วย

Saturday, January 19, 2013

กีฬาฟุตบอล


ฟุตบอล เริ่มเล่นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเป็นกีฬาที่มีผู้นิยมเล่นกันมาก
ในบางประเทศการเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง นักฟุตบอลหลายคนกลายเป็น
เศรษฐีและเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เช่น เปเล่ มารโดน่า เป็นต้น
ผู้เล่นฟุตบอลจะต้องเรียนรู้เทคนิคการเล่น ตั้งแต่ทักษะพื้นฐานจนถึงทักษะชั้นสูง
ซึ่งผู้เล่นจะต้องฝึกฝนจนสามารถเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น การเตะย้อนหลังเท้า
การเตะลูกข้างเท้าด้านใน,การเตะลูกหลังเท้า,การหยุดลูก,การเลี้ยงลูกบอล,การทุ่มลูกบอล

การเล่นเป็นชุด (การเล่นตามตำแหน่ง)
การเล่นฟุตบอล ประกอบด้วย ผู้เล่นสองฝ่าย ฝ่ายละ 11 คน
มีหมายเลขประจำตำแหน่งและชื่อ ตำแหน่ง ดังนี้
หมายเลข 1 ผู้รักษาประตู....................หมายเลข 6 ฮาฟซ้าย
หมายเลข 2 แบ็คขวา....................หมายเลข 7 ปีกขวา
หมายเลข 3 แบ็คซ้าย....................หมายเลข 8 ในขวา
หมายเลข 4 ฮาฟขวา....................หมายเลข 9 ศูนย์หน้า
หมายเลข 5 เซนเตอร์ฮาฟ....................หมายเลข 10 ในซ้าย
หมายเลข 11 ปีกซ้าย



ตัวอย่างนักฟุตบอลชื่อดังในปัจจุบัน


รุด ฟาน นิสเตลรอย

เดวิด เบ็คแฮม

คริสเตียโน่ โรนัลโด้

กาก้า

สตีเว่น เจอร์ราร์ด

เวย์น รูนี่ย์

วิธีการเล่นพื้นฐานกีฬาฟุตบอล



           ประวติกีฬาฟุตบอล 

      ฟุตบอลถือกำเนิดครั้งแรกที่ประเทศกรีกโบราณซึ่งเรียกว่า "อีพิสไครอส" (Episkiyros)
 ประเทศแถบยุโรปส่วนใหญ่เรียกฟุตบอลว่า "ซ็อคเกอร์" (Soccer) เพราะคำว่าฟุตบอลไปซ้ำกับคำว่า
 อเมริกันฟุตบอล และในสมัยโรมัน ชาวโรมันได้นำกระเพาะปัสสาวะวัว (Ox's Bladder) แล้วหุ้มด้วยขน
 เตะกันอย่าสนุกสนาน ซึ่งเกมนี้ถูกเรียกว่า ฮาร์ปาสตัม (Harpastum) โดยชาวโรมันได้นำเอาแบบอย่าง
 มาจากกรีก
       ต้นศตวรรษที่11 ถึงพ.ศ.1589 ทหารโรมันได้มาปกครองอังกฤษตอนใต้ และได้นำเกมส์
 ฮาร์ปาสตัมซึ่งจำแบบอย่างของอีพิสไครอสของกรีกมาเผยแพร่ที่อังกฤษและมีการแข่งขัน นับเป็น
 สมาคมฟุตบอลของบรรพบุรุษโบราณที่ทันสมัย
        ปีพ.ศ. 1743 ฟุตบอลถูกสั่งห้ามเล่นโดยกษัตริย์องค์ที่ 7 ของอังกฤษเพราะเห็นว่าเป็นเกมส์ที่
 หยาบคาย ต่อมาฟุตบอลได้แพร่หลายในโรงเรียนมหาวิทยาลัย และทั่วประเทศอังกฤษ
        ปี พ.ศ. 2409 พระนางเจ้าเอลิซาเบทได้ทรงสนับสนุนและทรงแต่งตั้งผู้จัดการทีมฟุตบอลและ
 นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษเป็นขุนนางหลายคนเกมส์ฟุตบอลได้กลับกลายเป็นกีฬาที่มีผู้นิยม
 มากที่สุดในโลก
        ปี พ.ศ. 2224 ขุนนางชาวอังกฤษผู้มีความรู้ฟุตบอลอิตาเลียนได้พลิกประวัติศาสตร์ฟุตบอล
 ป่าเถื่อนขณะนั้นให้เป็นเกมส์ที่มีกฎกติกาและเผยแพร่ไปทั่วอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 จนถึงปัจจุบัน

         วิธีการเล่นพื้นฐาน

     การเล่นกีฬาฟุตบอลให้เกิดประสิทธิภาพ ผู้เล่นต้องเรียนรู้จนเกิดทักษะพื้นฐานหลายด้าน
อาทิ การเคลื่อนไหวเบื้องต้น การทำความคุ้นเคยกับลูกฟุตบอล การหยุดหรือบังคับลูก ทักษะเหล่านี้มี
ความละเอียดอ่อน และเป็นพื้นฐานสำหรับเทคนิคการเล่นอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนจน
ชำนาญ และเป็นทักษะที่ต้องการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
1. การทรงตัว
2. การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถอยหลัง ไปทางซ้าย ไปทางขวา
3. การสร้างความคุ้นเคยกับลูกฟุตบอล
4. การหยุดหรือบังคับลูกฟุตบอล

เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน...จากช่างไฟ ถึงอัศวิน


ภาพจากปกหนังสืออัตชีวประวัติของเจ้าตัวค่ะ

ปฐมบท

เซอร์ โรเบิร์ต วิลเลียม ร็อบสัน เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1933 ที่เคาน์ตี้ เดอร์แฮม ในครอบครัวกรรมกรเหมืองแร่ ในวัยเด็กพ่อมักพาเขาไปชมเกมของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เซนต์ เจมส์ ปาร์กเป็นประจำ ด้วยรถบัสประจำทาง หรือแม้แต่เดินเป็นระยะทางหลายไมล์ในบางครั้ง
หลัง จากเริ่มงานแรกในอาชีพช่างไฟฝึกหัดในเหมืองแร่ ได้ค่าแรงสัปดาห์ละ 4 ปอนด์ พร้อมกันนั้นก็เตะบอลกับแลงลีย์ ปาร์ก จูเนียร์ไปด้วย และแล้วฟ้าก็เปิดทาง เมื่อ บิล ดอดกิ้น ผู้จัดการทีมฟูแล่ม เดินทางไปหาร็อบสันที่บ้านด้วยตัวเอง ก่อนยื่นข้อเสนอสำหรับการเป็นนักเตะอาชีพให้ และข้อเสนอนี้ก็เย้ายวนเกินกว่าจะปฏิเสธ ร็อบสันตัดสินใจเซ็นสัญญากับฟูแล่ม ในตำแหน่งปีกขวา แล้วย้ายไปลอนดอน

แม้ ว่าร็อบสันจะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพแล้ว แต่พ่อของเขาก็ยังยืนยันอยากให้ลูกชายเป็นช่างไฟอยู่ดี เขาจึงทำงานในช่วงกลางวันในฐานะช่างไฟที่ เฟสติวัล ออฟ บริเทน แล้วซ้อมสัปดาห์ละ 3 วันกับฟูแล่ม ก่อนที่สุดท้ายจะมาเล่นฟุตบอลอย่างเต็มตัวในที่สุด

ร็อบสันลงสนามนัดแรกให้กับฟูแล่มในปี 1950 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับเวสบรอมวิช อัลเบี้ยนใน ปี 1956 และโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม จนกระทั่งถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ และประเดิมสนามกับทีมชาติได้อย่างสวยงาม ด้วยการยิงประตูฝรั่งเศสสองลูกในเดือนพฤศจิกายน 1957 และมีชื่ออยู่ในทีมชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่สวีเดน ในปีต่อมา

หลังจากลงเล่นให้เวสบรอมวิช 239 นัด ร็อบสันกลับไปเล่นให้กับฟูแล่มอีกครั้งในปี 1962 ก่อนจะได้รับโอกาสงามจากแวนคูเวอร์ โรแยลส์ ในฐานะผู้เล่น - ผู้จัดการทีม อย่างนี้มีหรือที่คนรักการผจญภัยอย่างบ็อบบี้ ร็อบสันจะไม่รับข้อเสนอนี้

จากผู้เล่น สู่ผู้จัดการทีม

จริงๆ แล้ว บ็อบบี้ ร็อบสันเข้ารับการฝึกอบรมโค้ชของเอฟเอ ตั้งแต่ปี 1953 ก่อนจะได้จับงานคุมทีมอย่างจริงจังที่ แวนคูเวอร์ โรแยลส์ ในฐานะผู้เล่นผู้จัดการทีมดังที่กล่าวข้างต้น แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเขาต้องพบกับอุปสรรคมากมาย กอปรกับฟูแล่ม ต้นสังกัดเก่ายื่นข้อเสนอในตำแหน่งผู้จัดการทีมให้ ร็อบสันจึงตัดสินใจกลับสู่เกาะอังกฤษอีกครั้ง

บ็อบบี้ ร็อบสัน คุมฟูแล่มอยู่ไม่ถึงปีก็ถึงปลดออกจากตำแหน่ง แต่เขาก็ว่างงานอยู่เพียง 2 เดือนเท่านั้น ก็ได้งานใหม่กับอิปสวิช ทาวน์์ และอย่างที่เราคงทราบกันดี ที่นี่นี่เอง ที่ตำนานเทพนิยายซินเดอร์เรลล่า แห่งวงการฟุตบอลได้กำเนิดขึ้น ตอนที่เขาเข้ารับงานคุมอิปสวิชครั้งแรก ทีมกำลังล่อแหลมเหลือเกินที่จะตกชั้น เขาจึงทำได้แค่ประคองทีมให้อยู่รอดในลีกเท่านั้นเอง แต่หลังจากนั้นอีก 9 ปีที่เขาคุมอิปสวิช ทีมก็ไม่เคยจบฤดูกาลต่ำกว่าอันดับท็อปซิกส์อีกเลย และ 8 จาก 9 ปี อิปสวิชก็ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปอีกด้วย และในจำนวนนี้ เขายังพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพมาครองด้วยการคว่ำอาร์เซนอล และที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ หลังเอาชนะเอแซด อัคมาร์ อย่างสุดมันส์ 5-4


รูปปั้น เซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน หน้าสนามอิปสวิช ทาวน์


จากนั้นร็อบสัน ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ และพาทีมเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกสองสมัย แม้จะแพ้ แต่ทีมของเขาก็ถูกเขี่ยให้ตกรอบโดย อาร์เจนติน่า และเยอรมัน ที่เป็นทีมแชมป์โลกเมื่อจบทัวร์นาเมนต์ในปี 1986 และ 1990 ตามลำดับ

ในมาดผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ


ต่อมาเขาก็มีอันต้องแพ็กกระเป๋าอีกครั้ง คราวนี้ไปคุมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และร็อบสันก็พาทีมคว้าแชมปลีกดัตช์ 2 สมัย ในปี1991 และ 1992 ก่อนข้ามฟากไปรับงานคุมสปอร์ติ้ง ลิสบอนในโปรตุเกส แม้จะพาทีมนำเป็นจ่าฝูง แต่ก็กลับถูกปลดกลางอากาศหลังพาทีมตกรอบยูฟ่า คัพ ก่อนที่ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ปอร์โต้จะ ดึงตัวร็อบสัน ไปเป็นผู้จัดการทีมซะเลย หุหุ คนเก่งอยู่ไหนก็เก่ง ร็อบสันพาปอร์โต้เป็นแชมป์โปรตุกีส คัพ ตามมาด้วยแชมป์ลีกสองสมัยในปี 1995 และ 1996 ก่อนจะถูกบาร์เซโลน่าดึงตัวไปคุมทีม

ี่บาร์เซโลน่า เขาปั้นโรนัลโด้ นักเตะที่ไม่มีใครรู้จักให้กลายเป็นนักเตะทองคำ แล้วยังพาทีมคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ และสแปนิช คัพในปี 1997 ฤดูกาลถัดมา ร็อบสันผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการของสโมสรเพื่อเปิดทางให้หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามารับตำแหน่ง ก่อนจะย้ายกลับไปพีเอสวีในปี 1998 หลังจากนั้นก็ได้รับข้อเสนอให้กลับมาคุมทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง เมื่อเกล็น ฮอดเดิ้ลโดนปลดออกจากตำแหน่ง แต่เจ้าตัวปฏิเสธ ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิลในวันที่ 3 กันยายน 1999 เมื่อมีอายุได้ 66 ปี

เขาเดินทางมานิวคาสเซิลในฐานะวีรบุรุษ เมื่อรุต กิลลิตมีปัญหากับอลัน เชียเรอร์ และเขาก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังด้วยการพาทีมจบอันดับ 4 ในลีกในปี 2002 ตามด้วยอันดับ 3 ในปีต่อมา นอกจากนี้เขายังพาทีมไปประกาศศักดิ์ดาในเวทียุโรปได้อย่างไม่อายใคร เส้นทางของร็อบสันกับนิวคาสเซิลจบลง หลังฤดูกาล 2004/05 ผ่านไปได้ 4 เกมเท่านั้น ด้วยผลงานแพ้สอง เสมอสอง เมื่อเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างค้านสายตาแฟนบอล หลังทีมเจอปัญญหาแนวรับ และความขัดแย้งระหว่างร็อบสันกับประธานสโมสร หลังจากเชฟเพิร์ดตัดสินใจขาย โจนาธาน วู้ดเกตให้รีล มาดริด โดยไม่ปรึกษาเขาก่อน

จากผู้จัดการทีมสู่ อัศวิน



ร็อบ สันได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นอัศวินจากควีน อลิซาเบธที่สอง เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2002 ขณะมีอายุได้ 69 ปี เพราะเขาคือตำนานของวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย เขาคือผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเวทีนานาชาติ

ลูกหนังเหนือชีวิตและครอบครัว

เอลซี สตรีที่อยู่เคียงข้างเซอร์บ็อบบี้ ร็อบสัน มากว่า 50 ปี เธอเคยหวังให้สามีหันหลังให้กับวงการฟุตบอล แต่ก็ต้องรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ เมื่อฟุตบอลอยู่ในสายเลือดของเอกบุรุษคนนี้เสียแล้ว

เขาเคยถูกคุก คามด้วยโรคมะเร็งลำไส้ เนื้องอก ต้องผ่าตัดสมอง และหมอต่างก็แนะนำให้เขายุติบทบาทลูกหนัง แต่โรคร้ายก็ไม่สามารถหยุดเขาได้อยู่ดี

ถ้าคุณถามว่าทำไม เซอร์บ็อบบี้ ร็อบสันจึงไม่หยุดทำงาน ถึงแม้อายุจะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน คำตอบอยู่ตรงนี้แล้ว...
"โลกนี้มันโหดร้ายนัก หากคุณไม่สู้...คุณก็ไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้หรอก"




บ็อบบี้ ร็อบสัน สมัยค้าแข้งกับเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน




สมัยหนุ่มๆ คุมอิปสวิช 1980




โทนี่ แบล์ อดีตนายกฯอังกฤษ และเป็นแฟนบอลทีมเรา กำลังเรียนเทคนิคฟุตบอลกับปู่บ็อบที่เมืองจีน




วันเปิดตัวที่พีเอสวี




สมัยนำทัพ บาร์เซโลน่า



ยังเซ็งเชฟเพิร์ดไม่หายเลยค่ะปลดเซอร์บ็อบออกได้ไง ประสาทป่าว แล้วคนที่มาแทนนะ เฮ้อ.....อย่าให้พูด เดี๋ยวของขึ้น ไม่ชอบอดีตประธานคนนี้จริง
ดิวว่า เชฟเพิร์ด เป็นคนควรที่น่าชอบมากกว่าไม่ชอบนะคะ บางครั้งอาจจะคิดต่างจากเรา แต่จุดมุ่งหมายอันเดียวกันอยู่แล้ว คือเพื่อความสำเร็จของทีม

ผล ประโยชน์ไม่ใช่เหตุผลที่เค้าทำงานกับทีมเป็นสิบๆ ปี แต่ทำด้วยใจรักล้วนๆ เงินซื้อนักเตะเหรอ...จัดไป บิ๊กเนมหลายคนได้มาเหยียบ SJP ก็เพราะคนๆ นี้

เรา อาจไม่มีวันได้เห็นปู่บ็อบ ที่นี่เลยด้วยซ้ำ ถ้าเชฟเพิร์ดไม่บินไปคุยกับปู่ที่สเปนด้วยตัวเอง รู้ๆ กันอยู่ว่าทีมเรานั้น ผู้จัดการทีมคนไหนมีปัญหากับเชียเรอร์ คืออยู่ไม ไ่ด้ค่ะ ประกอบกับตอนนั้น ปู่อายุเยอะแล้ว เค้าอาจจะมองว่าคงมีกำลังทำทีมได้อีกไม่นาน 72 ปีแล้วค่ะ ปู่บ็อบตอนนั้น

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างที่ทำได้ใจ กับที่ทำขัดใจ ดิวว่าเชฟเพิร์ดเป็นประธานสโมสรที่ดีมากคนหนึ่ง


ปล.2 มองในแง่ดี ตอนที่เค้าเอาซูเนสส์มาคุมแทน ก็ไม่มีใครรู้หรอกค่ะว่าจะผลงานห่วย สำหรับเรา ช่วงที่ซูเนสส์คุมนี่ นรกชัดๆ แต่สำหรับแฟนบอลแบล็คเบิร์นแล้ว ซูเนสส์นี่พระเจ้าดีๆ นี่เอง

Thursday, January 17, 2013

ดู"ฟุตบอล"แบบเข้าใจ"ธุรกิจฟุตบอล"




ลักษณะพิเศษทางธุรกิจ บริหารจัดการ และกฎกติกาของอุตสาหกรรมฟุตบอลลีกอาชีพที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่น มี 6 ข้อ


ดู"ฟุตบอล"แบบเข้าใจ"ธุรกิจฟุตบอล"
ลักษณะพิเศษทางธุรกิจ บริหารจัดการ และกฎกติกาของอุตสาหกรรมฟุตบอลลีกอาชีพที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่น ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า The peculiar economics of professional football leagues ซึ่งจะมี 6 ข้อ
1. ธุรกิจ “ฟุตบอล” เป็นผลผลิตร่วมระหว่าง “ลีก” และ “สโมสรฟุตบอล” (Joint product) ที่ต้องอาศัยกันและกัน เพราะฟุตบอลจะเตะกันเอง ดูกันเอง ทีมเดียวไม่ได้ ต้องมีคู่แข่งขันมาร่วมด้วย และมีการจัดการลีกที่ดีเพื่อผลประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย
2. ธุรกิจฟุตบอลจะมีการกระจายรายได้ (Redistribution) ภายในลีก และระหว่างลีกใหญ่สู่ลีกเล็กรวมไปถึงทีมใหญ่รายได้ดีสู่ทีมเล็กรายได้น้อย เพื่อช่วยให้ลีกและทีมฟุตบอลแต่ละทีมมีความสมดุลกันมากที่สุด 3. แฟนบอล (ลูกค้า) จะมีดีกรีความซื่อสัตย์สูงชนิดไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เพราะเป็นความรัก ผูกพันด้วยใจโดยไม่มี “ผลประโยชน์” แอบแฝง ดังจะเห็นได้จากแฟนบอลทีมหนึ่งจะไม่เปลี่ยนใจไปเชียร์อีกทีมหนึ่ง   
4. ฟุตบอลเป็น “เกม” หรือเป็น “ธุรกิจ” ที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ เพราะจะมีจุดมุ่งหมายพร้อม ๆ กัน 2 ประการ นั่นคือ ชนะในสนาม และอยู่ได้ไม่ขาดทุนนอกสนาม
5. ตลาดแรงงานนักฟุตบอลนั้นมีกฎระเบียบค่อนข้างละเอียดอ่อนกว่าธุรกิจอื่น ๆ และผู้เล่นชั้นดีจะมีอำนาจในการต่อรองเงินเดือน และการเลือกทีมสูงมาก
6. ฟุตบอลเป็นเกมที่ควบคุมโดยกฎกติกาสากล ผสมผสานกับการบริหารโดยรัฐบาลลูกหนังหลายระดับตั้งแต่ระดับประเทศ, นานาชาติ, ทวีป และโลก คอยควบคุมดูแล, ปรับปรุง และแก้ไข เพื่อคุณภาพที่ดีของเกม

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfmpage=content&categoryId=306&contentId=141439

คณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ความน่าจะเป็น (Probability)
ทฤษฎีความน่าจะเป็น คือ การศึกษาความน่าจะเป็นแบบคณิตศาสตร์นักคณิตศาสตร์จะมองความน่าจะเป็นว่าเป็น ตัวเลขระหว่างศูนย์กับหนึ่ง ที่กำหนดให้กับ "เหตุการณ์" (ความน่าจะเป็นที่เท่ากับ 0 ก็คือไม่มีโอกาสที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น แต่ถ้าความน่าจะเป็นเท่ากับ 1 แสดงว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน) ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม ความน่าจะเป็น P(E) ถูกกำหนดให้กับเหตุการณ์ E ตามสัจพจน์ของความน่าจะเป็น
ที่มาของข้อมูล http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99

ความน่าจะเป็น (Probability)
1.ความน่าจะเป็น คือ จำนวนที่แสดงให้ทราบว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง มี
โอกาสเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด   สิ่งที่จำเป็นต้องทราบและทำความเข้าใจคือ
 1.  แซมเปิลสเปซ (Sample Space )
 2.  แซมเปิลพ้อยท์ (Sample Point)
 3. เหตุการณ์ (event)
 4. การทดลองสุ่ม (Random Experiment)
2.แซมเปิลสเปซ (Sample Space ) เป็นเซตที่มีสมาชิกประกอบด้วยสิ่งที่ต้องการ ทั้งหมด จากการทดลองอย่างใดอย่างหนึ่ง บางครั้งเรียกว่า Universal Set
เขียนแทนด้วย S   เช่น ในการโยนลูกเต๋าถ้าต้องการดูว่าหน้าอะไรจะขึ้นมาจะได้  S =  1, 2, 3, 4, 5, 6 
3.แซมเปิลพ้อยท์ (Sample Point)   คือ สมาชิกของแซมเปิลสเปซ (Sample Space )  
4.เหตุการณ์ (event)  คือ เซตที่เป็นสับเซตของ Sample Space  หรือเหตุการณ์ที่เราสนใจ จากการทดลองสุ่ม
5.การทดลองสุ่ม (Random Experiment)  คือ การกระทำที่เราทราบว่าผลทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง  แต่ไม่สามารถบอกได้อย่างถูกต้องแน่นอนว่าจะเกิดผลอะไรจากผลทั้งหมดที่เป็นไป ได้เหล่านั้น
6.ความน่าจะเป็น  =   จำนวนผลของเหตุการณ์ที่สนใจ / จำนวนเหตุการณ์ทั้งหมดของการทดลองสุ่ม 
P(E) =    n(E)/   n(S)

ข้อควรจำ 
1. เหตุการณ์ที่แน่นอน คือ เหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็น = 1 เสมอ
2. เหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ คือ เหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็น = 0
3. ความน่าจะเป็นใด ๆ จะมีค่าไม่ต่ำกว่า 0 และ ไม่เกิน 1 เสมอ
4. ในการทดลองหนึ่งสามารถทำให้เกิดผลที่ต้องการอย่างมีโอกาสเท่ากันและมีโอกาส เกิดได้ N สิ่ง และเหตุการณ์ A มีจำนวนสมาชิกเป็น n  ดังนั้นความน่าจะเป็นของ A คือ  P(A) =   n/ N

ทดสอบความเข้าใจ
ข้อ 1.ทอดลูกเต๋า 1 ลูก กำหนดให้ E เป็นเหตุการณ์ที่จะได้แต้มน้อยกว่า 4 จงหาความน่าจะเป็นของ E หรือ P(E)
ตอบ  1/2
ข้อ 2.โยนเหรียญอันหนึ่งสองครั้งจงหาค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดหัวอย่างน้อย 1 หัว
ตอบ  3/4
ข้อ 3.จงคำนวณหาความน่าจะเป็นของการหยิบไพ่ 1 ใบ ที่จะได้โพแดง
ตอบ  13/52 = 1/4
ข้อ 4.มีลูกบาศก์ขนาดเท่า ๆ กัน 9 อัน เป็นสีแดง 5 อัน สีขาว 4 อัน  ถ้านำลูกบาศก์เหล่านี้มาเรียงเป็นแถวยาว  จงหาความน่าจะเป็นที่ที่ลูกบาศก์สีแดงอยู่หัวและท้ายแถว
ตอบ  5/18
ที่มาของข้อมูล www.tutormaths.com/mathapa17.doc

ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
ในชีวิตประจำวันเราอยู่กับเหตุการณ์ต่าง ๆ และมีคำถามอยู่ในใจตลอดเวลา เช่น
- พรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่
- บางทีเราต้องไปทำงานวันนี้
- นายกอาจลาออกและยุปสภาเร็ว ๆ นี้
- ทีมฟุตบอลทีมใดจะได้เป็นแชมป์โลก
- ใครชนะเลือกตั้งในสมัยหน้า

คำว่า "ความน่าจะเป็น" หรือ "probability" เป็นวิธีการวัดความไม่แน่นอนในรูปแบบคณิตศาสตร์ เช่น เมื่อโยนเหรียญ ความน่าจะเป็นของเหรียญที่จะออกหัวหรือก้อยเท่ากับ 0.5
ดังนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ นักอุตุนิยมวิทยาจึงใช้หลักการของความน่าจะเป็นเข้ามาทำนาย เช่น ความน่าจะเป็นของการเกิดฝนตกใน กรุงเทพมหานคร ในวันพรุ่งนี้มีค่าเท่ากับ 0.7
ความน่าจะเป็น เป็นค่าที่อาจมีความหมายที่หลายคนเข้าใจได้ไม่ยาก ความน่าจะเป็น เป็นศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนที่จะนำไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ความน่าจะเป็นมีการกำหนดค่าเป็นเศษส่วนหรือเป็นเปอร์เซนต์หรือให้มีค่า ระหว่าง 0 ถึง 1 เช่น ถ้านำลูกเต๋า ทอยลงบนพื้น โอกาสที่จะปรากฎหน้า 1 มีค่าเท่ากับ 1/6 หรือ 16.6 เปอร์เซนต์ ถ้าโยนเหรียญหนึ่งเหรียญ และให้ตกบนพื้น (โยนแบบยุติธรรม) โอกาสที่จะปรากฏหัวเท่ากับ 1/2 หรือ 0.5

ในทางคณิตศาสตร์ เราหา "ค่าของความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ซึ่ง ไม่ทราบแน่ว่าจะเกิดหรือไม่" ได้โดยพิจารณา "น้ำหนัก" ที่เหตุการณ์นั้นๆ จะเกิด ถ้ากำหนดให้น้ำหนักของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีค่าเป็น 0 น้ำหนัก ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแน่มีค่าเป็น 1 และน้ำหนักของเหตุการณ์ใด ๆ ที่อาจ เกิดขึ้นมีค่าเป็นจำนวนเลขที่อยู่ระหว่าง 0 กับ 1 เราจะมีตัวเลขมากมายนับ ไม่ถ้วน แสดงค่าของน้ำหนัก หรือโอกาสที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้ และเรียกค่าของน้ำหนักนี้ว่า "ค่าของความน่าจะเป็น"
พิจารณาการโยนเหรียญบาทหนึ่งเหรียญ ถ้าเหรียญนั้นไม่ได้มีการถ่วง ให้หน้าใดง่ายง่ายกว่าหน้าอื่นก็เชื่อว่า "น้ำหนัก" ของการที่เหรียญจะ หงายหน้าใดหน้าหนึ่งย่อมเท่ากัน
ผลที่เป็นไปได้ทั้งหมดมี 2 อย่าง คือเหรียญหงายหัวหรือเหรียญ หงายก้อยซึ่งอาจเกิดอย่างใดอย่างหนึ่งได้เท่า ๆ กัน

โอกาสที่เหรียญจะหงายหัว=โอกาสที่เหรียญจะหงายก้อย
โอกาสที่เหรียญจะหงายหัว = 1/2
โอกาสที่เหรียญจะหงายก้อย = 1/2
เรากล่าวว่า ความน่าจะเป็นที่เหรียญหงายหัวมีค่า 1/2
และความน่าจะเป็นที่เหรียญหงายก้อยมีค่า 1/2
ในการทอดลูกเต๋าลูกหนึ่ง เมื่อลูกเต๋านั้น ๆ มีหน้าใหญ่เท่า ๆกัน และไม่มีการถ่วงให้หน้าใดหงายง่ายกว่าหน้าอื่น ก็เชื่อได้ว่า "น้ำหนัก" ของการที่ลูกเต๋าจะหงายหน้าใดหน้าหนึ่งย่อมเท่ากัน
ผลที่ลูกเต๋าจะขึ้นหน้าต่าง ๆ ทั้งหมดมี 6 อย่าง คือ อาจขึ้นหน้า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หรือหก ด้วยความน่าจะเป็นเท่า ๆ กัน คือ 1/6  
พิจารณาการโยนเหรียญบาทหนึ่งเหรียญ และเหรียญห้าบาทหนึ่งเหรียญ พร้อม ๆ กัน เหรียญย่อมหงายได้ 4 อย่าง
ความน่าจะเป็นที่เหรียญใดจะหงายหัวหรือก้อยมีเท่า ๆ กัน คือ 1/2 สำหรับ แต่ละเหรียญ เราใช้ทฤษฎีของความน่าจะเป็นคำนวณค่าของความน่าจะเป็น ได้ดังนี้
ความน่าจะเป็นที่เหรียญทั้งสองจะหงายหัว = 1/4
ความน่าจะเป็นที่เหรียญทั้งสองจะหงายก้อย = 1/4
ความน่าจะเป็นที่เหรียญหนึ่งหงายหัวกับอีก
เหรียญหนึ่งหงายก้อย = 1/2
นอกจากเรื่องโยนลูกเต๋า โยนเหรียญ จับสลาก แจกไพ่แล้ว ยัง มีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ที่มีผลการเกิดซึ่งบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะให้ผลอย่าง ไร ทางคณิตศาสตร์จึงต้องใช้สัญลักษณ์มาช่วยจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจ เกิดขึ้นเฉพาะเรื่อง
และอาศัยกฎเกณฑ์ของคณิตศาสตร์ในแขนงอื่น ๆ ทำให้ เกิดทฤษฎีต่าง ๆ ที่สามารถนำไปหาค่าความน่าจะเป็นของเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับความไม่แน่นอนทั้งหลายได้ และสามารถใช้ค่าเหล่านี้คำนวณหาค่าอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น ใช้ค่าของความน่าจะเป็นที่จะมีลูกค้าเข้ามาซื้อของในร้าน เพื่อหาว่าโดยเฉลี่ยจะ มีลูกค้าเข้ามาซื้อของกี่คน นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ให้กำเนิดเรื่องของความน่าจะเป็น เมื่อประมาณ 300 ปีมาแล้ว แต่เพิ่งจะได้มีการศึกษาโดยละเอียดและนำไปใช้เมื่อประมาณ 40 ปีมานี้เอง ปัจจุบัน เรื่องราวของความน่าจะเป็น มีความสำคัญอย่างมาก การค้นคว้า การวิจัย และการปฏิบัติงานใด ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการคาดคะเน จะต้องอาศัยเรื่องของความน่าจะเป็นทั้งสิ้น เช่น การเกษตร การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา ความน่าจะเป็นบางเรื่องใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงหลายวิชามาเกี่ยว โยงกัน และยังมีเรื่องต้องศึกษาค้นคว้าอีกมาก
ที่มาของข้อมูล http://www.school.net.th/library/snet2/knowledge_math/prob_even.htm


คำถามในห้องเรียน
1. กรณี ชนะ เสมอ หรือ แพ้ มีผลต่ธุรกิจฟุตบอลมากน้อยเพียงไร อะไรเป็นปัจจัยให้เหตุผลประกอบ
2. นักเรียนคิดว่าถ้านักกีฬามีแรงจูงใจผลตอบแทนที่ดี อาจจะชนะมากกว่าแพ้ใช่หรือไม่อธิบาย

ข้อเสนอแนะ ดูฟุตบอลอย่างมีสติมองเห็นเป็นเกมกีฬา
การบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่นๆ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
สาระที่  3  การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม  กีฬาไทย  และกีฬาสากล
มาตรฐาน  พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย  การเล่นเกม  และกีฬา
มาตรฐาน  พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม  และการเล่นกีฬา  ปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ  มีวินัย  เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน   และชื่นชมในสุนทรียภาพของการกีฬา
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว
มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทำงาน  มีความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา  ทักษะการทำงานร่วมกัน   และทักษะการแสวงหาความรู้    มีคุณธรรม    และลักษณะนิสัยในการทำงาน  มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน  ทรัพยากร  และสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัว

ที่มาของภาพ http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRB2ZY2yzah56E7JOuLqu0sfL14GG4YhqLBRVQdbwZINuKCaGpPGw
ที่มาของภาพ http://learners.in.th/file/jantarat/soccerr.jpg
ที่มาของภาพ http://offside.igetweb.com/article/art_385505.jpg
ที่มาของภาพ http://seminar.nalueng.com/seminar/upload/images/3UEuzKXTue43938.jpg
ที่มาของภาพ http://www.winningsupplies.com/images/game_hands/3.jpg
ที่มาของภาพ http://www.school.net.th/library/snet2/knowledge_math/prob_even_files/image006.jpg

ประวัติกีฬาฟุตบอล

 

สรุปวิวัฒนาการของฟุตบอล

ก่อนคริสตกาลอ้างถึงการเล่นเกมซึ่งเปรียบเสมือนต้นฉบับของกีฬาฟุตบอลที่เก่า แก่ที่ได้มีการค้นพบจากการเขียนภาษาญี่ปุ่น-จีน และในสมัยวรรณคดีของกรีกและโรมัน
ยุคกลาง - ประวัติบันทึกการเล่นในเกาะอังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส
ปี พ.ศ. 1857 - พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามเล่นฟุตบอล เพราะจะรบกวนการยิงธนู
ปี พ.ศ. 2104 - Richardo Custor อาจารย์สอนหนังสือชาวอังกฤษกล่าวถึงการเล่นว่า ควรกำหนดไว้ในบทเรียนของเยาวชน โดยได้รับอิทธิพลจากการเล่นกาลซิโอในเมืองฟลอเร้นท์
ปี พ.ศ. 2123 -Riovanni Party ได้จัดพิมพ์กติกาการเล่นคาลซิโอ
ปี พ.ศ. 2223 -ฟุตบอลในประเทศอังกฤษได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้าชาร์ลที่ 2
ปี พ.ศ. 2391 -ได้มีการเขียนกฎข้อบังคับเคมบริดจ์ขึ้นเป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ. 2406 -ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้น
ปี พ.ศ. 2426 -สมาคมฟุตบอลจักรภพ 4 แห่ง ยอมรับองค์กรควบคุม และจัดตั้งกรรมการระหว่างชาติ
ปี พ.ศ. 2429 -สมาคมฟุตบอลเริ่มทำการฝึกเจ้าหน้าที่ที่จัดการแข่งขัน
ปี พ.ศ. 2431 -เริ่มเปิดการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยยินยอมให้มีนักฟุตบอลอาชีพ และเพิ่มอำนาจการควบคุมให้ผู้ตัดสิน
ปี พ.ศ. 2432 -สมาคมฟุตบอลส่งทีมไปแข่งขันในต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ไปเยือนอังกฤษ
ปี พ.ศ. 2447 - ก่อตั้งฟีฟ่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส เมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 โดยสมาคมแห่งชาติ คือ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์
ปี พ.ศ. 2480 - 2481 -ข้อบังคับปัจจุบันเขียนขึ้นตามระบบใหม่ขององค์กรควบคุม โดยใช้ข้อบังคับเก่ามาเป็นแนวทาง

Tuesday, November 6, 2012

การฝึก ความฟิตผู้รักษาประตู Goal Keeperfitness

การฝึก ความฟิตผู้รักษาประตู Goal Keeperfitness

Goal keeper Fitness

ผู้รักษาประตู บ่อยครั้งมักจะกลายเป็นชายที่ถูกลืม เมื่อมีการฝึกซ้อมฟุตบอล แต่ว่า... ความฟิตของผู้รักษาประตูก็มีความสำคัญ พอๆกับผู้เล่นทุกตำแหน่งในสนาม
เดิม... การฝึกผู้รักษาประตู มักจะเป็นการโยนเข้ากลางให้ โกล์ฝึกตัดบอล หรือ ฝึกยิงประตูตามจุดต่างๆให้โกล์รับ ซึ่ง เป็นการฝึกหลังจากที่จับให้ผู้รักษาประตูวิ่งรอบสนามคนเดียวสัก 1 ชั่วโมง....

ทุกวันนี้ผู้รักษาประตูมืออาชีพ จะได้รับการฝึกพิเศษเฉพาะตำแหน่ง เพื่อพัฒนา.... “ปฏิกิริยาตอบสนอง” และ “ความรวดเร็วบนเส้นประตู” และ สกิลอื่นๆที่จำเป็นเช่นการเตะบอลออกจากประตู ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งผู้รักษาประตู เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างชนะ กับ แพ้ เลยที่เดียว การฝึกเฉพาะตำแหน่ง ควรจะถูกนำมาปรับใช้ในฟุตบอล ทุกระดับ

การฝึกผู้ รักษาประตู แตกต่างอย่างมากจาการฝึกผู้เล่นในสนาม ถึงแม้ว่าหลักการสร้างความฟิต จะ เป็นหลักการเดียวกัน แต่ผู้รักษาประตูจะต้องมี ความ ปราดเปรียว มากกว่าตำแหน่งอื่น และ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่นในสนาม

ท้ายที่สุดผู้ รักษาประตู ต้องการการฝึกแบบ plyometric มากพอสมควร (อ่านรายละเอียดได้ในบล็อกก่อนหน้านี้) โดยการฝึกจะต้องใช้การกระโดดข้ามรั้ว และ ใช้แจ็กเก็ตถ่วงน้ำหนักในการฝึกด้วย...

ผู้รักษาประตูยังจะต้องมีการ ฝึกยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ ผู้รักษาประตูที่ดีจะต้องมีกล้ามเนื้อยืดหยุ่น เพราะเป็นตำแหน่งหนึ่งซึ่งเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บง่าย...

การฝึกความ แข็งแกร่งของกล้ามเนื้อในยิมก็สำคัญ โดยเฉพาะ ถ้าหากคุณ เป็นผู้รักษาประตูที่จะเล่นอาชีพ ความแข็งแกร่งของร่างกายส่วนบนเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะว่า การถูกเบียด กระแทก เป็นเรื่องปกติของตำแหน่งนี้

เวลาที่อยู่บนเส้นประตูผู้รักษา ประตูจะต้องรวดเร็ว และ ตื่นตัวอยู่เสมอ นั่นหมายความว่า ร่างกายของคุณควรจะมีไขมันน้อยที่สุด โดยทั่วไปผู้รักษาประตูจะต้องมีกล้ามเนื้อมากกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่นในสนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนขา เพราะมันจะเป็นแหล่งพลัง ในการสปริงตัว ให้ถึงลูกบอล โดยเฉพาะ ลูกโด่ง แน่นอนว่าการฝึกแบบ ไพลโอเมททริกซ์ จะช่วยเพิ่มสปริงข้อเท้าของคุณได้

โปรแกรมการกินอาหาร ของผู้รักษาประตู
โกล์ จะไม่ค่อยต้องวิ่งมากเหมือนผู้เล่นในสนาม ด้วยเหตุนี้จึงต้องระวังเรื่องการกินมากกว่าผู้เล่นตำแหน่งอื่น ในขณะที่คุณอยู่ในสนาม 90 หรือ 120 นาที เฉยๆระหว่างเสาประตู ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าเค้กช็อคโกแลตชิ้นเล็กๆที่กินเข้าไปเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องระมัดระวังเรื่องการกิน เพราะยิ่งคุณน้ำหนักตัวมาก ก็จะยิ่งลำบากในการที่จะสปริงตัว หรือ กระโดด อัตราส่วนระหว่างพลังขากับน้ำหนักตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นการกินแต่อาหารที่ดีมีสารอาหารครบถ้วนจึงจำเป็น

แนวคิดการฝึก อย่าง “สมดุล”
มี แนวคิดที่ว่า ผู้รักษาประตู ควรจะแบ่งเวลาการฝึกซ้อม ให้สมดุลกันระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม และ การฝึกซ้อม (สร้างกล้ามเนื้อ) ในโรงยิม เวลาที่เราใช้ในยิม จะเป็นการฝึกร่างกายส่วนบน และ ฝึกสปริงข้อเท้า ท่าที่ดีคือ การฝึก สควอท (ยกน้ำหนักลุกนั่ง) ซึ่งจะให้ให้คุณมี Agility (ความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว) ในจังหวะการพุ่งตัวรับบอลระยะกรชั้นชิด หากคุณฝึกสปริงข้อเท้ามากพอ คุณจะรวดเร็วมากบริเวณเส้นประตู





การ ฝึกแบบนี้จะช่วยฝึกปฏิกิริยาตอบสนอง และ ความรวดเร็วในกรอบ 6หลา สังเกตว่าบอล 5 ลูก จะถูกวางรอบๆกรอบ6หลาหน้าประตูโดยรูปที่ 1 โค้ชจะเป็นคนโยนบอลในแต่ละจุดให้โกล์ เซฟ...
ส่วนรูปที่2และ3 จะเป็นการวางลูกบอลแต่ละจุดซึ่งบอลแต่ละลูกจะมีหมายเลข ยกตัวอย่างว่าหากโค้ชตะโกน 3 ผู้รักษาประตูจะต้องถลา มาตะครุปบอลหมายเลข 3 ให้เร็วที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการฝึกสติ และ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้รักษาประตู...



การฝึกผู้รักษาประตู ตอนที่2

การฝึกผู้รักษาประตู ตอนที่2

การอบอุ่นร่างกาย
การวอร์มของผู้รักษาประตูจะต่างกันเล็กน้อยกับผู้เล่นในสนาม ...
เริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อจะเน้นไปที่แขน และ ร่างกายส่วนเป็น..
มัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี้ยงไม่ได้ที่จะต้องอบอุ่นร่างกายอย่างเหมาะสมเสมอ ยิ่งเป็นหน้าหนาวด้วย เพราะความตึงเครียดของกล้ามเนื้อสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่เตรียมตัวมา อย่างเหมาะสม
ในแมทซ์ ที่โกล์ ต้องนั่งตบยุงเพราะทีมตรงข้ามไม่ค่อยได้บุก ผู้รักษาประตูที่ดีก็จะต้อง ยืดกล้ามเนื้อด้วยตัวเองไปพลางๆ ตลอดทั้งเกมส์ (ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดู สถานการณ์ในสนามด้วย)



คำ บรรยายรูป ปฏิกิริยาตอบสนอง และ ทักษะการรับบอล (รวมถึงกล้ามท้องด้วย) สามารถฝึกได้โดยนอนหงาย หันหัวตรงข้ามกับกำแพง ขว้างบอลให้เด้งกำแพง แล้วพยายามรับให้ได้ พยามเร่งความเร็วให้มากขึ้น และ ขว้างบอลให้แรงขึ้นในแต่ละครั้ง นอกจากขว้างทางตรงแล้วให้พยายามปรับมุมขว้างทั้งซ้าย และ ขวาด้วย...

สภาพจิตใจของนายทวาร!!!!!!
ใน ระดับอาชีพ โกลจะฝึกกับโค้ชผู้รักษาประตูเป็นการเฉพาะ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โค้ชผู้รักษาประตูไม่เพียงแต่ฝึกทักษะในการป้องกันประตูเท่านั้น ยังต้องช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ โกล์ด้วย
ถ้าผู้รักษาประตูสูญเสีย ความมั่นใจ (ยกตัวอย่างเช่นเดวิดเจมส์ในตอนที่ทำให้ลิเวอร์พูล สมัย รอย อีแวนส์ ซึ่งชวดแชมป์ ให้แมนยู โดยทำความผิดพลาดให้ทีมเสียคะแนนไปประมาณ 10 แต้ม)
เมื่อผู้รักษาประตูสุญเสียความมั่นใจ ทั้งทีมจะเกิดปัญหาแน่ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ในการฝึกเราจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของผู้รักษาประตู...
บทบาทของผู้รักษาประตูในการแข่งขันจะมีหลายสถานการณ์ ดังนั้นวิธีฝึกที่ดีที่สุดคือเราต้องสร้าง “ความเก๋า” ให้ กับ โกล์ของเรา
วิธี ฝึกที่ดีที่สุดคือให้ผู้รักษาประตู ลงแข่งในแมทซ์ฝึกซ้อม ซ้อมทีม หรือ กระชับมิตร ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้(สลับกันทั้งตัวจริงและตัวสำรอง)

Tip
กิจวัตร ที่เป็นที่นิยมของการฝึกผู้รักษาประตูชั้นยอดคือ การฝึกโดยให้โกล์ยืนในวงกลม และที่เส้นรอบวงจะมีเครื่องหมาย เรียงตามหมายเลข เมื่อ โค้ชตะโกนหมายเลขใด ให้ผู้รักษาประตูฟุ่งไปที่หมายเลยนั้น แล้ววิ่งกลับมาที่จุดศูนย์กลางของวงกลม และ ก็พุ่งไปตามหมายเลขที่โค้ชบอกอีกครั้งหนึ่ง...



คำ บรรยายรูป ศิลปะของผู้รักษาประตูไม่ใช่แค่ พุ่งเอามือไปให้ถึงบอล แต่ต้องมีพลังพอที่จะป้องกันความแรงของบอล ได้ด้วย การฝึกดังรูปจะเป็นการฝึกให้ผู้รักษาประตูมีสปริงข้อเท้าที่ดี และ เสริมแรงในการผลักบอลออกไปโค้ชจะต้องโยนบอลจากคนละฝั่งของเชือก ให้ ผู้รักษาประตูของเราพุ่งข้ามเชือกมาเซฟ และ ช่วงเวลา ก่อนที่ผู้รักษาประตูจะ ลุกขึ้นมา และพร้อมป้องกันประตูสักนิด ให้โค้ชโยนบอลไปอีกข้างของเชือกให้โกล์พุ่งเซฟอีกครั้งวิธีนี้จะเป็นการฝึก ความไวของ ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้รักษาประตูของเรา
(ข้อควรระวัง) เชือกไม่ต้องดังให้ตึงมาก ไม่งั้นอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

บทความนี้สงวนลิขสิทธ์ตาม พรบ ลิขสิทธิ์ 2541 เน้อ...

การฝึกซ้อม ฟุตบอล แบบ เข้มข้นสูง (High intensity Training)

การฝึกซ้อม ฟุตบอล แบบ เข้มข้นสูง (High intensity Training)

การซ้อม ฟุตบอล แบบเข้มข้นสูง (high intensity training)

การ ฝึกแบบเข้มข้นสูง แปลเป็นภาษาคนได้ว่า ฝึกหนักโคตร!!! จุดประสงค์ของการฝึกแบบเข้มข้นสูงคือ การรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้สูงไว้ และ ให้ระดับการทำงานของร่างกายอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกับแมทแข่งขันจริง
ผู้ เล่นจะออกแรงเกินกว่า 75 เปอร์เซนของความสามารถสูงสุดที่เขาทำได้ การฝึกเข้มข้นสูงควรจะให้ผลแบบนี้ แต่ ในระยะเวลาฝึกซ้อมที่น้อยกว่า เวลาในการแข่งขันจริง
ในบางกรณี การฝึกแบบเข้มข้นสูงจะฝึกให้เข้มข้นกว่าการแข่งจริงด้วยซ้ำ ซึ่งผู้เล่นจะต้องออกแรงให้มากกว่า 95 เปอร์เซนต์ ของแรงที่มี (แปลง่ายๆว่ามีเท่าไหร่ใส่ให้หมด) โดยสร้างสถานการณ์ ให้หนักกว่าที่พวกเขาจะเจอในเกมการแข่งจริง ซึ่งการฝึกแบบนี้จะทำให้ ร่างกายสามารถทนทานต่ออาการหมดแรง แม้จะเป็นในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของการแข่ง หากคุณมีการฝึกแบบนี้ให้นักบอลของคุณบ้าง ก็จะทำให้ฟอร์มการเล่นช่วง15 นาทีสุดท้ายของทีมคุณ ไม่แย่จนเกินไปนัก ( ทีมที่ซ้อม “ไม่ถึง” มักจะเสียประตูบ่อยๆ ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย) ช่วงใกล้หมดเวลาเป็นช่วงที่ต่อให้นักเตะของคุณ มีทักษะขั้นเทพแค่ไหน แต่ถ้าหมดแรงก็เสร็จเอาได้ง่ายๆ... ดังนั้นการซ้อมแบบนี้จึงยังสำคัญอยู่เสมอ.....

การอบอุ่นร่างกายก่อนฝึกแบบเข้มข้นสูง

ไม่ว่าจะเป็นการฝึกแบบไหน การอบอุ่นร่างกายก็สำคัญที่สุดเสมอ โดยเฉพาะการฝึกแบบเข้มข้นสูงด้วยแล้ว....
การอบอุ่น ร่างกายในแบบนี้ต้องเตรียมกล้ามเนื้อ และ อัตตราการเต้นของหัวใจให้พร้อมสำหรับกิจกรรมหนักๆที่จะตามมา การฝึกช่วงเข้มข้น จะเป็นการฝึกซ้ำๆ ให้เหมือนกับที่ใช้แรงในการแข่งขัน ดังนั้นการวอร์มก่อนฝึกจึงต้อง อบอุ่นร่างกายในระดับเดียวกับการแข่งจริงเลยทีเดียว....

ทำความเข้าใจก่อนว่า แม้จะฝึกหนัก แต่ อย่าฝึกหนักจนเกินไป!!!

การ ฝึกแบบเข้มข้นสูงส่วนใหญ่จะนำรูปแบบของบอลโต๊ะเล็กมาใช้ แต่ก็ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด เพราะบางครั้งอาจซ้อมโดยไม่มีลูกบอลก็ได้ แนวคิดของการซ้อมเป็นไปในลักษณะเพื่อรักษาการทำงานของร่างกายให้อยู่ในระดับ สูง แต่ไม่ใช่ฝึกหนักมากจนกระทั้งสลบ ดังนั้น การวิ่งจนกระทั้งเป็นลม ไม่ใช่การฝึกที่ถูกต้อง อย่างที่ตำราต้นฉบับกล่าวไว้คือ Put your self but not kill your self หรือ จงผลักดันตัวเอง ไม่ใช่ฆ่าตัวเอง!!!

TIP

เคล็ด ลับการฝึก บอลโต๊ะเล็กเป็นวิธีที่ดี และ สนุกในรูปแบบการฝึกหนัก พยายามทำให้แน่ใจว่า ระหว่างการฝึกร่างกาย (รวมถึงลูกบอล) ต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และหากบอลออกนอกพื้นที่บอลใหม่ต้องถูกใส่เข้ามาให้เร็วที่สุดเพื่อให้ร่าง กายพักน้อย อันเป็นกุญแจสำคัญของการฝึกแบบนี้

ช่วงการฝึก แบบเข้มข้น
อาจ ประกอบด้วย การฝึก สปรินท์ระยะสั้นในช่วงแรก ( วิ่งเร่งไปกลับ หกรอบ) แต่ส่วนที่สำคัญของการฝึกนี้คือ บอลโต๊ะเล็ก อาจแบ่งเป็น 4 ต่อ 4 แต่ผู้เล่นอื่นๆอาจอยู่รอบพื้นที่การเล่น คอยกันไม่ให้บอลออกนอกพื้นที่ ในการเล่นทุกคนจะต้องขยันไล่บอลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โค้ชต้องจับเวลาให้อยู่ใน4-8นาที จากนั้นก็สลับผู้เล่นในสนาม กับ ผู้เล่นที่อยู่รอบพื้นที่การเล่นที่กันไม่ให้บอลออก พูดง่ายๆคือ เปลี่ยนหน้าที่กัน จำไว้ว่าการฝึกแบบนี้ไม่ควรนานเกิน 45 นาที!!!

ช่วงพัก ในการฝึก
เป็น สิ่งจำเป็นมากที่ต้องให้ร่างกายได้พักบ้างในช่วงการฝึกหนัก ในกรณีที่คุณฝึกแบบไม่มีบอล คุณควรฝึก 8-12 นาที และ ให้มีช่วงพัก 2-3 นาทีก่อนฝึกยกต่อไป
ระยะเวลาในการฝึกแบบนี้จะกินเวลา 1 ชั่วโมง และ ไม่ควรนานเกินกว่านั้น!!!
การ ฝึกแบบเข้มข้นเป็นวิธีที่ดีสำหรับผู้เล่นอายุมาก (ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ) ที่จะรักษาความฟิตเอาไว้ อย่างไรก็ตามให้ดูเวลาพักให้เหมาะสมด้วย (อย่าทรมานคนแก่จนเกินเลยนะครับ )
จงจำไว้ว่ามันจำเป็นมาก ที่การฝึกแบบเข้มข้นสูงจะต้องมีช่วงพักที่เพียงพอ มิฉะนั้น ความฟิตจะโรยราแทนที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้น
โดยทั่วไป ที่เค้าซ้อมๆกันมักจะฝึก 10 นาทีพัก 3 นาที ราวๆนี้ก็น่าจะ โอเคแล้วล่ะครับ ^_^….

เรื่องโดยมานนท์ ชัยสาลี บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2541 ด้วยนะเอ้อ...

ขอ อภัยที่หายไปนานครับ ช่วงที่ผ่านมา ติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมือง จนกินเวลาว่างของผมไปหมดเลย ต่อไปคาดว่าน่าจะแปลบทความการฝึกซ้อมใหม่ๆจากตำราฟุตบอลต่างประเทศได้ บ่อยกว่าเดิมแล้วล่ะครับ ขออภัยคนที่ติดตามเป็นประจำด้วยเน้อ...

การซ้อมเเบบเข้มข้นของผมก็มีประจําอยู่ที่วันอังคารครับ ตอนเช้าซ้อมปรกติเเต่ไม่ถึงกับหนักมากๆ เพราะมีตอนเย็นที่ต้องเล่น อีกสองชั่วมง ในสนาม ห้าคนหญ้าเทียมครับ ช่วงเวลาที่เล่นนั้นผมจะวิ่งไล่เต็มที่ในทุกช่วงเวลาของ พื้นที่ของสนาม คือ 30x14 เมตร ครับ วิ่งเเล้วสิบนาที เเล้วเบาลงสองนาทีเเล้วเริ่มวิ่งต่อ ทําอย่างนี้จะได้ความอึดเเละพละกําลังในการวิ่งเเละการกลับตัวได้เป็นอย่งดี ครับ ว่างๆก็ลองนําไปปรับปรุ่งให้เข้ากับตัวเองกันดรับผม

Moderate And Low intensity Training การซ้อมบอลแบบ เบาๆ และซ้อมแบบ กลางๆ

Moderate And Low intensity Training การซ้อมบอลแบบ เบาๆ และซ้อมแบบ กลางๆ

Moderate And Low intensity Training
(การซ้อมแบบ เบาๆ และ การซ้อมแบบเข้มข้นปานกลาง)
สำหรับตารางการฝึกหลังจากแข่งเสร็จ หรือ หลังจากการฝึกแบบเข้มข้น การฝึกซ้อมเบาๆ และ ปานกลางจะเป็นการซ้อมที่จะตามมา
เพราะ ร่างกายของนักฟุตบอลของเรา ต้องการเวลาสำหรับการพักฟื้น หลังจากเพิ่งทำงานหนักมา ดังนั้นการมีช่วงฝึกหนักติดๆกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะ ทำให้ร่างกายล้าเกินไป และ เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้
Moderate Session หรือช่วงการฝึกเข้มข้นปานกลางเป็นชื่อที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการฝึกซ้อม ที่สมเหตุสมผล คือจะไม่ผลักดันร่งกายให้ถึงขีดจำกัดเหมือนการฝึกแบบเข้มข้นสูง
การฝึกแบบนี้ให้นึกคล้ายๆกับการเต้นแอโรบิคตามสวนสาธารณะ คือ เป็นการออกกำลังกายแบบ “เอาเหงื่อ” แต่ไม่ต้องถึงกับหัวใจเต้นแรงเกินไป
การ ฝึกแบบปานกลาง จะเริ่มจากการ วอร์มร่างกาย และ ยืดกล้ามเนื้อ แต่ไม่ต้องวอร์มเต็มรูปแบบ เหมือนกับวอร์มก่อนแข่งจริง หรือ วอร์มก่อนฝึกหนัก
หลังจากวอร์มเสร็จ ให้ผู้เล่นแบ่งทีมแบบบอลโต๊ะเล็ก ซึ่งการฝึกแบบนี้จะมีวิธีฝึกซ้อมมากมาย แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือจะต้อง “จำกัด” การเคลื่อนที่ของผู้เล่น และ ความรวดเร็วของเกมส์ไม่ให้เร็วเกินไป
ซึ่งวิธีการก็คือต้องแบบโซนในสนาม เป็น 3 โซน และ แบ่งทีมเป็น2ทีม(ในที่นี้คือ Aและ B)
โซน แรกคือโซนหน้าประตูของทีมเอ เราก็อาจแบ่ง ผู้เล่นกองหน้าของทีม บี และ ผู้เล่นกองหลังของทีม เอ มาอยู่โซนนี้ และที่สำคัญคือ ทุกคนต้องไม่ออกจากโซน
โซนที่2 (กลางสนาม) ก็จะมีกองกลางจากทั้งสองทีม อยู่ในโซนนี้ และ ห้ามออกจากโซนเช่นเดียวกัน
โซน สุดท้าย หน้าประตูของทีมบีก็กลับกันกับโซนแรก คือ ต้องมีกองหน้าจากทีม เอ และกองหลังจากทีมบียืนในโซนนี้ ห้ามออกจากโซนเช่นกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายดูรูปประกอบ



TIP
การ ฝึกแบบนี้ อาจมีกติกาเพิ่มเช่นห้ามเสียบสกัด แต่อาจจะส่งบอลข้ามโซนกันได้เหมือนแข่งจริง ลูกบอลสำรองเตรียมไว้ข้างสนามเพื่อให้เกมต่อเนื่อง
อาจมีข้อจำกัดอื่นๆเพิ่มเข้าไปเช่น อนุญาตให้ แตะบอลได้ไม่เกิน2-3ก่อนส่งต่อ เพื่อไม่ให้ต้องมีการปะทะกันมากเหมือนแข่งจริง
การฝึกซ้อมให้ฝึกต่อเนื่องไปสัก 45 นาทีก็พอเพื่อไม่ให้นักเตะเหนื่อยเกินไป
การ ฝึกแบบอื่นที่ง่ายๆก็อาจจะเล่นลิงชิงบอล โดยมีลิง หนึ่งคน สองคน หรือ สามคน ก็แล้วแต่ (วงไม่ต้องใหญ่มาก) หรือ เตะตะกร้อวง(โดยใช้ลูกฟุตบอล) ก็เป็นการฝึกสกิลที่ดี
Low intensity (การฝึกเบาๆ ขำๆ)
โดยทั่วไปเป็น การฝึกที่เน้นการซ้อมตำแหน่งยืนในสนามมากกว่า คือให้ผู้เล่นยืนตามตำแหน่ง (ไม่ต้องเคลื่อนไหวไปไหน) ถ้ามีการส่งบอลก็เน้นให้บอลที่ตัว ถ้าต้องวิ่งก็วิ่งเหยาะๆ
การฝึกแบบนี้จะช่วยในกระบวนการพักฟื้นของร่าง กาย อีกทั้งประโยชน์ที่ดีมากไปกว่านั้นก็คือ เป็นการซ้อมแผนการเล่นให้เข้าใจ และ ให้นักเตะเรียนรู้แทคติคที่โค้ชต้องการสอน ซึ่งการซ้อมแบบนี้จะช่วยให้นักบอลเข้าใจง่ายกว่า อธิบายบนกระดาน เชิญกุนซือจอมแทคติคทุกคนนำไปปรับใช้กับการซ้อมนักฟุตบอลของคุณได้เลยนะครับ


เรื่องโดยมานนท์ ชัยสาลี บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2541 ด้วยนะเอ้อ...